จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเปลี่ยน “ปัญหา” ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ ให้กลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” ที่สร้างการเติบโตได้ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนทางสังคม และนี่คือหัวใจของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือ Social Enterprise (SE) พื้นที่ตรงกลางที่สร้างทั้งรายได้และความยั่งยืนไปพร้อมกันได้จริง

SE นิยามตามกฎหมายคือ บริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่จัดตั้งขึ้นและได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า หรือการบริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งการดำเนินงานของ สอวช. จะมองถึงคุณลักษณะสำคัญของ SE ได้แก่ 1. เป็นกิจการลูกผสมระหว่างกิจการเพื่อสาธารณประโยชน์และกิจการที่แสวงหากำไร 2. การดำเนินงานมีเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวขับเคลื่อน 3. สามารถสร้างกำไรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืนทางธุรกิจ 4. มีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ถือหุ้น 5. สามารถนำรายได้กลับมาลงทุนในเป้าหมายทางสังคมและเป็นต้นทุนการดำเนินงาน 6. สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากฝั่งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาครัฐ จะเห็นได้ว่า SE ไม่ได้มุ่งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับไปสร้างผลกระทบทางสังคม เช่น การสร้างงานให้กลุ่มเปราะบาง การพัฒนาชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ SE จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยง “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” และ “คุณค่าทางสังคม” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
บทบาทสำคัญของ สอวช. คือการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อสร้างระบบสนับสนุน SE ของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำสมุดปกขาว “กลไกการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในท้องถิ่นด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.)” ในปี 2566 เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนา SE ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยสาระสำคัญประกอบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประเด็น อาทิ 1. การจัดตั้ง Social Enterprise Academy เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ 2. การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อสังคม อาทิ Social Impact Bond 3. การสนับสนุนแหล่งเงินทุนและการเข้าถึงตลาดสำหรับ SE 4. การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการและระบบการศึกษา 5. การสนับสนุนการขยายผลกระทบทางสังคมของ SE ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ Social Enterprise ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ สอวช. ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Social Enterprise Incubation Platform หรือ SEIP ซึ่งเป็นกลไกการบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคม โดยการนำองค์ความรู้ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) มาปรับใช้ในการพัฒนาโมเดลธุรกิจและทักษะของผู้ประกอบการ รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ผู้ประกอบการ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และชุมชน เพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมให้เติบโตได้จริงในพื้นที่ จึงเป็นกลไกที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมผ่านการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
แพลตฟอร์มการบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคมจะครอบคลุม 4 โปรแกรมหลัก ประกอบด้วย 1. เสริมสร้างความรู้สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคม 2. การโค้ชและการให้คำปรึกษา 3. ระบบการประเมินผลกระทบทางสังคม และ 4. ระบบและกลไกการสนับสนุน โดยมีกระบวนการบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคมในภาพรวม ทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะเตรียมการบ่มเพาะ (Pre-incubation) การเสริมความรู้เกี่ยวกับแนวคิดวิสาหกิจเพื่อสังคม 2. ระยะการบ่มเพาะ (Incubation) ศึกษางานจากผู้ประกอบการต้นแบบที่ผู้เข้าอบรมสนใจ 3. ระยะหลังการบ่มเพาะ (Post-incubation) การทวนสอบความพร้อมการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยผู้เข้าอบรมที่ผ่านกระบวนการทั้งหมดจะต้องได้โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ชัดเจนและเหมาะสมสำหรับองค์กรของตัวเอง ให้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ และแก้ปัญหาได้ตรงความต้องการของผู้เข้าอบรม
จากการทำงานของแพลตฟอร์ม SEIP ที่ผ่านมาได้พัฒนาโมเดลธุรกิจอย่าง “ART STORY” แบรนด์สินค้าภายใต้การดูแลของ บริษัท ออทิสติกไทยเพื่อสังคม จำกัด และมูลนิธิออทิสติกไทย เป็นธุรกิจเชิงสังคมของกลุ่มเด็กและบุคคลออทิสติกที่ร่วมกันผลิตผลงานและผลิตภัณฑ์จากจินตนาการและความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ลายเส้น งานออกแบบ งานฝีมือ โดยปัจจุบันได้จับมือกับบริษัท เซ็นทรัลทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เป็น Collaborator เข้าห้างเซ็นทรัล ร่วมกับแบรนด์ Good Goods และเมื่อธุรกิจเพื่อสังคมนี้แข็งแกร่งขึ้นก็จะสามารถเพิ่มการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้เปราะบางอย่างกลุ่มเด็กและบุคคลออทิสติกได้ ซึ่งเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนหรือผู้เปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งการดำเนินงานสำคัญคือ ความร่วมมือในการจัดตั้งแพลตฟอร์ม Impact SE Thailand: National Incubation & Acceleration Platform ซึ่งร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่พัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมอย่างครบวงจร ภายใต้แพลตฟอร์มนี้จะมีบริการวิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพเศรษฐกิจระดับพื้นที่ บริการพัฒนาศักยภาพผ่านสถาบันพัฒนาองค์ความรู้ บริการบ่มเพาะธุรกิจเพื่อสังคม รวมถึงบริการเร่งการเติบโตและเชื่อมโยงทุน ซึ่งธุรกิจเพื่อสังคมที่เข้ามาใช้บริการของแพลตฟอร์มนี้ จะได้รับประโยชน์ เช่น ได้รับรายงานผลกระทบของธุรกิจเพื่อใช้เสนอขอทุนหรือการลงทุน การมีโค้ชและผู้เชี่ยวชาญประกบอย่างใกล้ชิด การเพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจจากการได้รับการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์และเชื่อมโยงเครือข่าย
จากการขับเคลื่อนเชิงนโยบายผ่านระบบสนับสนุนต่าง ๆ อย่างเข้มข้น ทำให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตของ SE ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมหลายด้านในระยะ 5–10 ปีข้างหน้า อาทิ ระบบการเงินเพื่อสังคม ระบบการวัดผลกระทบทางสังคม เครือข่ายผู้สนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม กลไกการบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หากระบบเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน SE ก็จะสามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ช่วยทำให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน
สามารถศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ดังนี้
- กลไกการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในท้องถิ่นด้วย อววน. https://www.nxpo.or.th/th/report/15532/
- กลไกการบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise Incubation Platform) https://www.nxpo.or.th/th/report/28821/
- การพัฒนาทักษะการโค้ชเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อสังคม https://www.nxpo.or.th/th/report/44233/