messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. จับมือ สภาอุตสาหกรรมฯ เสริมแกร่งผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทย ยกระดับสู่การแข่งขันในตลาดโลก

สอวช. จับมือ สภาอุตสาหกรรมฯ เสริมแกร่งผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทย ยกระดับสู่การแข่งขันในตลาดโลก

วันที่เผยแพร่ 28 กันยายน 2026 197 Views

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน และ ดร. นตพร จันทร์วราสุทธิ์ นักยุทธศาสตร์ 3 สอวช.และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)นำโดย นายพิตติพัตน์ มั่นบุปผชาติ ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร นางสรวงระวี คุณธนกาญจน์ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change และ นางสาวลัดดาวัลย์ ราชุรัชต ผู้อำนวยการสถาบันอุตสาหกรรมเกษตรเข้าร่วมการประชุมหารือกรอบแนวทางความร่วมมือระหว่าง สอวช. และสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร ส.อ.ท.ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สอวช.

สถาบันอุตสาหกรรมเกษตร ส.อ.ท. นำเสนอนโยบาย “The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I” วางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เชื่อมโยงโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมกับนโยบาย วิจัยและนวัตกรรม เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์ 5I ซึ่งเป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันในระดับโลกได้ระยะยาว

รศ.วงกต กล่าวว่า สอวช. ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลและโจทย์จากภาคส่วนต่าง ๆ มาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับหน่วยงานด้านการวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสามารถต่อยอดขยายผลในระดับประเทศได้

การหารือครั้งนี้ มุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การขับเคลื่อน Green Enterprise Indicator (GEI) ที่เป็นมาตรฐานการตรวจสอบและการรับรองแห่งชาติ (มตช.) ไปสู่การต่อยอดและใช้ประโยชน์ โดยให้ GEI เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะและยกระดับด้านความยั่งยืนของตนเองอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์และการเข้าถึง Green Finance และ 2. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกากตะกอน (Digestate) และถ่านชีวภาพ (Biochar) ภายใต้แนวคิด End-of-Waste และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ดร.ศรวณีย์ กล่าวว่า GEI ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะด้านความยั่งยืนของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ก่อนยกระดับไปสู่มาตรฐานหรือข้อกำหนดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องลงทุน ซึ่งผู้ประกอบการบางรายไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไปได้ หัวใจสำคัญคือ การทำให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะของตนเอง สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินกับข้อมูลเดิม และนำไปกำหนดแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในเชิงกลยุทธ์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Green Transformation ให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินตนเองที่เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง และสามารถนำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ได้ โดย GEI มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดสำคัญด้านความยั่งยืน อาทิ Environmental Social and Governance (ESG), Life Cycle Assessment (LCA) และ Circular Economy (CE) รวมถึงการเพิ่มมิติด้านนวัตกรรมเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยนำนวัตกรรมมาใช้มากยิ่งขึ้น การประเมินนี้จะสะท้อนทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและธรรมาภิบาล รวมถึงการใช้ทรัพยากรและความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ

ดังนั้น GEI จึงมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือกลาง” ในการเชื่อมโยงการประเมินสถานประกอบการเข้ากับมาตรการสนับสนุน ทั้งสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุน การยอมรับในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องใช้ supplier scope 3 และโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสีเขียว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการหารือ คือนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Digestate ซึ่งเป็นกากตะกอนและน้ำหมักที่เหลือจากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ และนวัตกรรม Biochar เป็นถ่านชีวภาพจากชีวมวลการเกษตร ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรและการปรับปรุงดิน ภายใต้แนวคิด Circular Economy ที่มุ่งเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเสียที่ต้องกำจัด” ไปสู่ “ทรัพยากรหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่า”

ปัจจุบันมีการนำวัสดุเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอยู่แล้วในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมาย การรับรอง และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้การใช้ประโยชน์และการขยายผลเชิงพาณิชย์ยังต้องดำเนินการเป็นรายกรณี ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว

การยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียวจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แยกส่วนระหว่างการประเมินมาตรฐาน การสนับสนุนเงินทุน การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างตลาด แต่ควรเชื่อมโยงกลไกต่าง ๆ ตั้งแต่การประเมินตนเองของผู้ประกอบการ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุน การยอมรับในห่วงโซ่อุปทาน การขยายผลเชิงพาณิชย์

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่ประชุมเห็นความสำคัญของการคัดเลือกกรณีนำร่องจากสาขาที่มีความพร้อม มีตลาดรองรับ และสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนามาตรฐานที่น่าเชื่อถือ และการออกแบบมาตรการจูงใจที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมเป็นฐานในการติดตามและประเมินผล เพื่อปรับปรุงกลไกให้เหมาะสมก่อนขยายผลไปยังอุตสาหกรรมกลุ่มอื่นต่อไป

ความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ ส.อ.ท. จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวสู่ Green Transformation และ Circular Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับทิศทางการค้าและตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เรื่องล่าสุด