messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เผยโอกาสเติบโตอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ชูกลไกจัดตั้ง Consortium เชื่อมนักวิจัย-ผู้ประกอบการ-เกษตรกร-ตลาด ร่วมกำหนดเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ดันไทยสู่ Food Innovation Hub

สอวช. เผยโอกาสเติบโตอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ชูกลไกจัดตั้ง Consortium เชื่อมนักวิจัย-ผู้ประกอบการ-เกษตรกร-ตลาด ร่วมกำหนดเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ดันไทยสู่ Food Innovation Hub

วันที่เผยแพร่ 1 ตุลาคม 2026 1 Views

(1 ตุลาคม 2569) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “The New Opportunities of Thailand’s Food Economy” ภายในงาน Krungsri Business Forum จัดโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยในงานนี้มี ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Next Competitive Advantage: Turning Global Challenges into National Opportunities.”

ดร.สุรชัย กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ของไทยที่ปัจจุบันคนมีอายุยืนมากขึ้น การแพทย์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ดีขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอาหารที่พัฒนาขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นอาหารอนาคต หรือ Future Food จึงไม่ใช่เพียงเทรนด์ผู้บริโภค แต่เป็น New Growth Opportunity หรือ โอกาสใหม่ในการเติบโตของโลก เพราะเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และความยั่งยืน ซึ่ง สอวช. มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางด้านเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพมาแต่เดิม และจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้าไปเสริมให้กับผู้ประกอบการที่มีอยู่ในประเทศ

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2568 อาหารอนาคตไทยมีมูลค่ารวม 356,000 ล้านบาท โดยแบ่งกลุ่มอาหารเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1. อาหารเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน 2. อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล 3. ผลิตภัณฑ์อินทรีย์และอาหารไม่ปรุงแต่ง และ 4. โปรตีนทางเลือก ซึ่งในแต่ละสาขาต่างมีความน่าสนใจ และเป็นโอกาสในการต่อยอดอุตสาหกรรมสำหรับผู้ประกอบการไทยได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศในการทำงานร่วมกัน ทั้งในส่วนของภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ภาคการเงิน และภาครัฐ ที่จะต้องเข้ามาอำนวยความสะดวกและสนับสนุนเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับบทบาทของ สอวช. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งรัฐและเอกชน เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สภาหอการค้าไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และเครือข่ายอีกมากกว่า 30 หน่วยงาน กำหนดนิยามของ Future Food ร่วมกัน โดยได้เป็นนิยามหลักของ Future Food 3 ส่วน คือ 1. ดีต่อสุขภาพคนยุคใหม่ 2. ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 3. ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายในปี 2570 ที่จะเพิ่มมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมอาหารอนาคตรวม 500,000 ล้านบาท โดยมีร่างกรอบนโยบาย Future Food ที่มีการกำหนดเป้าหมายและเรื่องที่ต้องทำ 3 เรื่อง คือ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมกลางน้ำ การพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยี และการส่งเสริมการตลาด

ตัวอย่างโครงการสำคัญที่ สอวช. ร่วมขับเคลื่อน Future Food อยู่ในปัจจุบัน อาทิ การร่วมกับ อย. และหน่วยงานเครือข่าย เพิ่มจำนวน Positive Lists Health Claims หรือบัญชีรายการข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญต่าง ๆ โดยให้นักวิจัยรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไปสนับสนุน อย. ในการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำสารสำคัญไปกล่าวอ้างได้ ช่วยลดระยะเวลา ต้นทุนการวิจัย และยังช่วยเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย

ดร.สุรชัย ยังได้เน้นย้ำว่า ถ้าประเทศไทยจะยกระดับจากการมี Food Innovation ไปสู่การสร้าง Food Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงได้จริง จะต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ยังต้องเสริม คือกลไกกลางอย่างการจัดตั้ง Consortium ที่เชื่อมนักวิจัย ผู้ประกอบการ เกษตรกร หน่วยงานกำกับดูแล แหล่งทุน และตลาดที่เป็นภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อกำหนดเป้าหมายใหญ่ร่วมกันและช่วยกันทำงาน หากทุกภาคส่วนทำงานเชื่อมกันในรูปแบบ Consortium หรือแพลตฟอร์มที่มีเป้าหมายร่วมกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน Food Innovation รายโครงการ ให้กลายเป็น Food Innovation Ecosystem ที่สร้างธุรกิจใหม่ ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และความสามารถทางการแข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลกได้จริง

ในช่วงท้าย ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวเสริมถึงแนวทางการสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยขยับไปสู่การเป็น Food Innovation Hub โดยกล่าวว่า ในปัจจุบันระบบนิเวศในประเทศพัฒนาดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังต้องปรับตัว แบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก 1. เรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหาร เมื่อก่อนเราอาจจะรู้แค่มาตรฐานความปลอดภัย แต่ถ้าจะเข้ามาในอุตสาหกรรม Future Food เช่น อาหารฟังก์ชันหรืออาหารทางการแพทย์ ก็ต้องเข้าใจมาตรฐานที่เกี่ยวกับสุขภาพด้วย เช่น การออกแบบอาหาร ผลิตภัณฑ์ หรือเมนู ที่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโภชนาการร่วมด้วย และ 2. การมีองค์ความรู้ในเชิงลึกถึงระดับเซลล์ นอกจากความอร่อย ต้องมองถึงกลไกของสารต่อสุขภาพในระดับเซลล์ มีความรู้ที่ลึกและละเอียดมากขึ้น โดยภาครัฐจะมีหน้าที่ให้ข้อมูลเชิงวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อไป

เรื่องล่าสุด