messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ร่วมขับเคลื่อนโครงการ MA-RE-DESIGN ขยายผลนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การใช้งานจริง

สอวช. ร่วมขับเคลื่อนโครงการ MA-RE-DESIGN ขยายผลนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การใช้งานจริง

วันที่เผยแพร่ 17 กรกฎาคม 2026 1 Views

ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมพิธีปิดโครงการ MA-RE-DESIGN สร้างอนาคตพลาสติกที่ยั่งยืน: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยพลังความร่วมมือ จัดโดย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย และหน่วยงานประสานความร่วมมือทางทะเลในภูมิภาค เอเชียตะวันออกโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP COBSEA) โดยมีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานพันธมิตรหลัก และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เป็นร่วมดำเนินการโครงการ ณ ห้องอินฟนิตี้ บอลรูม ชั้น G โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์

ภายในงานได้รับเกียรติจากนางเอ็บบา ชอลล์ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต จากสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ รองอธิบดี คพ. กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช. และนายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย คพ. สำหรับการนำเสนอสรุปผลการดำเนินงานโครงการนำโดย นายอัลวาโร่ ซูริต้า ผู้อำนวยการโครงการ MA-RE-DESIGN จาก GIZ นายเอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้จัดการโครงการ MA-RE-DESIGN จาก WWF ประเทศไทย และนายมาเฮช ปราธาน เจ้าหน้าที่ประสานงาน องค์กรประสานงานทางทะเลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออก (COBSEA) ภายใต้ UNEP

ดร.ศรวณีย์ ร่วมเป็นวิทยากรช่วง Flash Talks ต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ซึ่งเป็นการนำเสนอว่า โครงการ MA-RE-DESIGN สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันอย่างไร สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการของการเติบโตของ SMEs และ Start – Ups ภายใต้แนวโน้มและกฎระเบียบที่เพิ่มความเข้มข้นประเด็นความยั่งยืนมากขึ้นอย่างไร และกล่าวถึงแนวทางการต่อยอดและขับเคลื่อนงานด้านหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในระดับอุตสาหกรรมและระดับนโยบายของประเทศในอนาคตต่อไป ซึ่งจะเห็นว่าโครงการนี้เป็นการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นำร่อง และมีแนวทางการขยายผลหรือประยุกต์ใช้รูปแบบดังกล่าวในพื้นที่หรือเมืองอื่น ๆ ได้ รวมถึงสามารถต่อยอดความร่วมมือระดับภูมิภาค หรือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งสามารถขยายเป็นแนวทางการสนับสนุนเชิงระบบ ทั้งด้านนโยบาย แหล่งทุน และนวัตกรรม มีศักยภาพนำไปสู่การขยายผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ศรวณีย์ กล่าวถึงกรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน : วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 (Circular Economy Innovation Ecosystem: Vision 2030) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบาย Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของรัฐบาลขณะนั้น โดยต้องมีการออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย โดยถ้าพิจารณาเชิงระบบจะเห็นว่ามี 4 ส่วนประกอบหลักได้แก่ นโยบาย ปัจจัยเอื้อ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งแต่ละส่วนต้องมีความเชื่อมโยงสอดรับกัน

ดร.ศรวณีย์ ยังได้ยกตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของสาธารณรัฐประชาชนชาวจีน ที่มีนโยบายเศรษฐกิจวงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) เป็นการให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ (Internal Circulation) ลดผลกระทบจากความผันผวนภายนอก เป็นการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ช่วยป้องกันเศรษฐกิจจากการถูกคว่ำบาตร หรือภาวะถดถอยของตลาดโลกยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม โดยการผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเอง เพื่อพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาชิ้นส่วนหรือเทคโนโลยีหลักจากต่างชาติสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศ โดยควบคู่ไปกับการหมุนเวียนเศรษฐกิจต่างประเทศ (External Circulation ) เป็นการขยายอิทธิพลทางการค้า ส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศขยายการลงทุนและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้นดูดซับเทคโนโลยีและเงินทุน การคงความร่วมมือกับต่างชาติช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) และเทคโนโลยีที่จำเป็นจากภายนอกเข้ามาพัฒนาประเทศยกระดับมาตรฐานให้แข่งขันได้ เป็นการแข่งขันในเวทีโลกกระตุ้นให้ภาคธุรกิจในประเทศต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ทัดเทียมระดับสากล

หากพิจารณาประเด็นการเปลี่ยนผ่าน Green Transformation ไม่สามารถเกิดขึ้นจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาคการเงินที่สนับสนุนเงินทุนและลดความเสี่ยง ภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานที่นำแนวทางสีเขียวไปปฏิบัติ ภาคนวัตกรรมที่พัฒนาและส่งมอบเทคโนโลยี และภาครัฐที่กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน โดยสามารถประยุกต์ใช้มาตรฐานตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator: GEI) เป็นเครื่องมือกลางในการสร้างความน่าเชื่อถือ มาตรฐาน และการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นระบบและยั่งยืนนี้ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทานและสร้างตลาดสีเขียวไปในเวลาเดียวกันได้

เรื่องล่าสุด