สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (policy dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “ทุนมนุษย์ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Human Capital under Disruption): ความเสี่ยง ความเหลื่อมล้ำ และนัยเชิงนโยบาย” เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ Creative Zone สอวช. และผ่านระบบออนไลน์
กิจกรรมเสวนาครั้งนี้มุ่งใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง วิเคราะห์ความเสี่ยงและช่องว่างของระบบการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างคนที่พร้อมรับโลกแห่งความไม่แน่นอนและการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและเปิดเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การลดลงของประชากรวัยแรงงาน อัตราการเกิดที่ต่ำกว่าระดับทดแทน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและทักษะที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว และในอนาคต ประเทศต่าง ๆ จะไม่ได้แข่งขันกันด้วยทรัพยากรหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่แข่งขันกันด้วย คุณภาพของคน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว ดังนั้น คำถามสำคัญจะทำอย่างไรให้คนที่มีอยู่ในทุกช่วงวัย ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีผลิตภาพ และสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้

ศ. ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี แต่ยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพคนได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐยังทำงานแยกส่วนตามภารกิจและช่วงวัยที่แต่ละกระทรวงรับผิดชอบ ทำให้การพัฒนาคนขาดความเชื่อมโยงตลอดช่วงชีวิต ประเทศไทยควรต้องเปลี่ยนจากการมองว่าการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไปสู่การกำหนดเป้าหมายร่วมและบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา สุขภาพ ครอบครัว สวัสดิการ การพัฒนาทักษะ และการมีงานทำอย่างเป็นระบบ
ศ. ดร.ปังปอนด์ มองว่าประเด็นเร่งด่วน คือ การสร้าง “ฮาร์ดแวร์ของคน” ให้แข็งแรง ก่อนมุ่งเติม “ซอฟต์แวร์” อย่างทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะดิจิทัล โดยฮาร์ดแวร์ดังกล่าวหมายถึงสมรรถนะพื้นฐานที่ทำให้คนสามารถเรียนรู้ พัฒนา และปรับตัวได้ตลอดชีวิต ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ทักษะที่หลากหลาย (multi-skill) ความสามารถในการนำความรู้ไปใช้จริง (competency) ความยืดหยุ่นในการปรับตัว (flexibility) กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) ความสามารถในการทบทวนและประเมินตนเอง หากรากฐานเหล่านี้ยังไม่แข็งแรง การส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่ การยกระดับทักษะ (upskill) หรือการปรับทักษะใหม่ (reskill) ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง
ศ. ดร.ปังปอนด์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาทักษะดังกล่าวต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะเด็กและเยาวชน แต่ควรเป็นแกนกลางของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนทุกช่วงวัย พร้อมปรับระบบการศึกษาให้พ้นจากการเรียนเพื่อสอบหรือการมุ่งผลลัพธ์จากตัวชี้วัดเฉพาะด้าน เพราะแนวทางดังกล่าวอาจทำให้หน่วยงานมุ่งแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ โดยไม่เห็นเป้าหมายใหญ่ของการพัฒนาคน
นอกจากนี้ ศ. ดร.ปังปอนด์ เสนอให้ปรับวิธีคิดเกี่ยวกับสังคมสูงวัย โดยไม่ควรมองว่าการมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น “ปัญหา” เพราะการที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความสำเร็จของระบบสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน ควรเลิกใช้วาทกรรมว่า “ประชากรวัยแรงงานต้องแบกรับสังคมสูงวัย” เนื่องจากจะสร้างแรงกดดันต่อคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้สูงอายุถูกมองเป็นภาระ และอาจส่งผลต่อความต้องการมีบุตรของคนรุ่นใหม่ในระยะยาว เป้าหมายของนโยบายจึงควรเป็นการสร้างสังคมที่ดีสำหรับคนทุกช่วงวัย ควรปรับวิธีคิดนโยบายการพัฒนาคนที่ไม่ควรให้คนรุ่นใหม่ไป “รองรับ” สังคมสูงวัย หลักคิดที่ควรทำคือ การพัฒนาทุนมนุษย์ที่มุ่งเป้าเพื่อคนรุ่นใหม่และรุ่นต่อไป โดยทำให้คนรุ่นใหม่สามารถดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพ มีส่วนร่วม และสร้างคุณค่าแก่สังคมได้อย่างเต็มที่ การพัฒนาทุนมนุษย์จึงไม่ใช่การเตรียมคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งให้รองรับคนอีกช่วงวัย แต่ควรเป็นการออกแบบระบบที่ทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกันตลอดช่วงชีวิต

ด้าน รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลง โดยเฉพาะจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2569 ที่คาดว่าจะต่ำกว่า 400,000 คน ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สังคมสูงวัยไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหาหรือเป็นภาระที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับเพียงด้านเดียว แต่ควรมองเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศสามารถเตรียมพร้อมและเปลี่ยนให้เป็นโอกาสได้ การพัฒนาทุนมนุษย์ในบริบทนี้จึงไม่อาจมุ่งเพิ่มจำนวนคนเท่านั้น แต่ต้องยกระดับคุณภาพ ศักยภาพ และผลิตภาพของประชากรทุกช่วงวัย ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะมีแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว พ.ศ. 2565–2580 เป็นกรอบดำเนินงานแล้ว แต่แผนดังกล่าวยังไม่เป็นที่รับรู้และกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคม
รศ. ดร.เฉลิมพล กล่าวถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง 3 ประเด็น คือ (1) ข้อจำกัดของภาครัฐในการดูแลประชากรทุกช่วงวัย เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สวัสดิการ และการดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานรายได้จากภาษีอาจลดลงตามจำนวนประชากรวัยแรงงาน จึงต้องระวังไม่ให้เกิด “ความไม่เป็นธรรมระหว่างรุ่น (generational inequity)” โดยเฉพาะความไม่สมดุลของการจัดสรรงบประมาณระหว่างการดูแลผู้สูงอายุกับการลงทุนในเด็กและเยาวชน (2) ความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงาน (skill mismatch) ปัญหานี้สะท้อนการขาดความเชื่อมโยงระหว่างทิศทางการพัฒนาประเทศ โครงสร้างตลาดแรงงาน และระบบการผลิตกำลังคน (3) ระบบบริหารที่ยังรวมศูนย์และใช้มาตรฐานเดียวกับทุกพื้นที่มากเกินไป (one-size-fits-all) แม้การกระจายอำนาจจะเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลประชาชน ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ แต่หลายแห่งยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจ อาทิ การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและการรับเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ภาครัฐจึงควรเพิ่มอำนาจและศักยภาพให้ท้องถิ่นสามารถออกแบบการศึกษา สวัสดิการ สุขภาพ และการพัฒนาคนให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยยังมีมาตรฐานกลางที่จำเป็นเพื่อประกันคุณภาพและความเป็นธรรม
ท้ายที่สุด การพัฒนาทุนมนุษย์ควรยึด “คน” เป็นศูนย์กลาง แทนการแบ่งภารกิจตามขอบเขตของแต่ละหน่วยงาน ภาคการศึกษา แรงงาน สาธารณสุข สวัสดิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ พร้อมขยายมุมมองให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม รวมถึงแรงงานข้ามชาติและบุตรหลานที่เกิดหรือเติบโตในประเทศไทย ซึ่งไม่ควรถูกมองเป็นภาระ แต่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถสร้างคุณค่า และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้

ขณะที่ ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเตรียมคนสำหรับโลกอนาคต ไม่ควรเริ่มจากการเร่งเติมทักษะดิจิทัลหรือ AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับมาพิจารณาว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐาน ได้แก่ การอ่าน การเขียน และความสามารถในการเรียนรู้ ให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงแล้วหรือไม่ หากคนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาและขาดทักษะพื้นฐาน การพัฒนาทักษะดิจิทัลอาจตอบโจทย์เฉพาะคนกลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้ว และยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มประชากรกว้างขึ้น การออกแบบนโยบายจึงไม่ควรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ทุกคนมีต้นทุนชีวิตและสามารถเข้าถึงโอกาสจากรัฐได้เท่าเทียมกัน รวมทั้งไม่ควรใช้อุดมคติของ “คนโดยเฉลี่ย” เป็นฐาน เพราะจะทำให้นโยบายตอบสนองได้เฉพาะคนบางกลุ่ม ภาครัฐต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คน และออกแบบมาตรการที่ช่วยให้ผู้มีข้อจำกัดหรือเข้าไม่ถึงทรัพยากรพื้นฐานสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างแท้จริง
ผศ. ดร.อดิศร กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการศึกษายังต้องปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้มองชีวิตเป็นเส้นตรงจากการเรียน การทำงาน และการสร้างครอบครัวเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความยืดหยุ่น และความสามารถในการเลือกเส้นทางของตนเอง การพัฒนาคนจึงต้องครอบคลุมทั้งทักษะพื้นฐาน ทักษะชีวิต สุขภาพจิต และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่ควรมองทักษะชีวิตเป็นเพียงกิจกรรมเสริม
ประเด็นสำคัญอีกประการ คือ “ช่องว่างด้านความรับผิดรับชอบ” เนื่องจากประเทศไทยสามารถระบุได้ว่าทักษะแห่งอนาคตมีอะไรบ้าง แต่ยังขาดคำตอบที่ชัดเจนว่า จะพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะตรวจสอบผลลัพธ์ได้อย่างไร ภาครัฐจึงควรสร้างระบบความรับผิดรับชอบ (accountability) ที่ชัดเจน โดยวัดจากสมรรถนะที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เรียน ไม่ใช่เพียงจำนวนหลักสูตร ใบรับรอง หรือผู้สำเร็จการศึกษา พร้อมตรวจสอบว่าใบรับรองและคุณวุฒิต่าง ๆ สะท้อนความสามารถในการปฏิบัติจริงหรือไม่
นอกจากนี้ ผศ. ดร.อดิศร ยังเสนอให้บูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทุนมนุษย์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และการประกอบอาชีพของประชาชน การพัฒนาคนจึงต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตร่วมกับธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสรรพชีวิต ไม่ใช่มองมนุษย์แยกขาดจากบริบทแวดล้อม
ท้ายที่สุด ทุกครั้งที่ออกแบบนโยบาย รัฐต้องตั้งคำถามว่า “เรากำลังทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่” พร้อมนำความต้องการของกลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสเข้าสู่นโยบายแกนกลางตั้งแต่ต้น แทนการแยกออกไปเป็นนโยบายสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม เพราะประชาชนทุกคนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นผู้มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และเป็นทุนสำคัญของประเทศ ซึ่งควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้สรุปสาระสำคัญของเวทีเสวนาว่า ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายร่วมกันและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านการพัฒนาคน ให้ครอบคลุมทั้งการ “สร้าง ซ่อม เสริม” ทุนมนุษย์ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ในอนาคตที่มีความท้าทายในหลายมิติ นอกจากนี้ นโยบายด้านทุนมนุษย์ควรมุ่งแก้ไขปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ โดยการดำเนินนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งเป็นนโยบายระยะยาวต้องมีความต่อเนื่องแม้มีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลและผู้บริหาร พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานภาครัฐที่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
Key Messages

ถึงเวลา “เปลี่ยนวิธีคิด” การพัฒนาทุนมนุษย์ ไม่ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือดำเนินการแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษา สุขภาพ การพัฒนาทักษะ ตลาดแรงงาน ไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างระบบนิเวศการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ต่อเนื่องในทุกช่วงวัย
- เด็กเกิดน้อย ยิ่งต้องลงทุนกับคุณภาพคน เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง การลงทุนในทุนมนุษย์จึงต้องมุ่งสร้างคุณภาพมากกว่าปริมาณ พร้อมมองทุกช่วงวัยเป็นโอกาสที่ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้
- คนรุ่นใหม่ควรได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ ทั้งการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การทำงานได้หลากหลายทักษะ (multi-skill) ความยืดหยุ่น (flexibility) การเรียนรู้ตลอดชีวิต (growth mindset) และการประเมินตนเอง เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
- การลงทุนด้านทุนมนุษย์ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างคนต่างวัยและต่างกลุ่ม เพราะแต่ละคนมีจุดเริ่มต้น ความต้องการ และโอกาสที่แตกต่างกัน นโยบายจึงควรออกแบบให้ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
- การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณ แต่ภาครัฐต้องยกระดับ State Capacity ทั้งด้านบุคลากร มาตรฐานการทำงาน และการกระจายอำนาจ เพื่อให้การออกแบบนโยบายตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่และประชาชนแต่ละกลุ่มได้จริง
- การสร้างทุนมนุษย์เป็นภารกิจร่วมของรัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ชุมชน และครอบครัว จึงต้องมีระบบความรับผิดชอบ (accountability) ที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนเกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง
สามารถรับชมย้อนหลังเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ได้ที่ https://www.youtube.com/playlist?list=PLM3khkE3VDxc
สามารถรับชมแผนภาพสรุปประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ได้ที่ https://www.nxpo.or.th/visual_note_policy_dialogue_2026