messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ผนึก สส. สกสว. และ PMU ขับเคลื่อนกรอบและแผนวิจัย Climate Change 2570–2575 เชื่อมข้อตกลงนานาชาติสู่การปฏิบัติจริง

สอวช. ผนึก สส. สกสว. และ PMU ขับเคลื่อนกรอบและแผนวิจัย Climate Change 2570–2575 เชื่อมข้อตกลงนานาชาติสู่การปฏิบัติจริง

วันที่เผยแพร่ 4 กันยายน 2026 7 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สอวช. ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการเสวนาวิชาการ ในงานสัมมนาเผยแพร่กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ พ.ศ. 2570–2575 จัดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก

ดร.ศรวณีย์ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการและวิทยากรในเวทีเสวนา หัวข้อ “โจทย์วิจัยแห่งอนาคต เติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้ สู่การขับเคลื่อนประเทศ” โดยร่วมกับ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนให้เห็นการเชื่อมต่อระหว่างกรอบและแผนงานวิจัยฯ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพกว้าง แนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยผ่านกองทุน ววน. และผลลัพธ์จากการประมวลงานวิจัยตามกรอบและแผนงานวิจัยฯ 3 ประเด็นหลักและรายหัวข้อย่อย ทำให้ทราบสถานะองค์ความรู้และช่องว่างการวิจัยของประเทศแต่ละหมวดตามกรอบและแผนงานวิจัยฯ เพื่อสะท้อนโจทย์สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป

ดร.ศรวณีย์ ได้นำเสนอภาพรวมว่าระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงกรอบและแผนงานวิจัยฯ อย่างไร โดยได้แสดงให้เห็นข้อตกลงระดับนานาชาติที่โดยส่วนมากจะส่งผลให้ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการตามข้อตกลงประชาคมโลก และทุกอย่างใช้ฐานการคิดด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นต้นทาง ตั้งแต่การตรวจสอบย้อนกลับ การตั้งเป้าหมาย การออกแบบนโยบายในการขับเคลื่อน อย่างการให้ความสำคัญของการมีองค์กรย่อยให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Subsidiary Body for Scientific and Technological Advice, SBSTA) เป็นหนึ่งในสององค์กรย่อยถาวรภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCCC) ที่เน้นการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และอื่นๆ เพื่อเป็นฐานสนับสนุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป และบรรจุ Research and Systematic Observation (RSO) เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)

ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน Climate Action ทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างกรอบกลไกด้านเทคโนโลยีภายใต้ UNFCCC ได้ให้ลำดับความสำคัญกับ AI เป็นเทคโนโลยีหลักและใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางเทคโนโลยีของโลก พร้อมสร้างความสามารถในการเข้าถึง ประยุกต์ใช้ และต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ดร.ศรวณีย์ ยังเน้นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัย แม้ในระยะแรกอาจต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่เมื่อเทคโนโลยีมีความพร้อมและถูกใช้งานในวงกว้าง ต้นทุนจะลดลงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น อาทิ Solar PV ที่มีต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้นก่อนลดลงตามพัฒนาการของเทคโนโลยี สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด ประเทศจำเป็นต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านใด เพื่อสร้างขีดความสามารถรองรับความต้องการในอนาคต และหากสังเกตประเทศที่พัฒนาแล้ว รายได้ของประเทศโดยส่วนมากจะมาจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ในช่วง Demonstration ที่ทำราคาได้ ประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาไวและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับประเด็นการพัฒนาประเทศ และรายได้ของประเทศเช่นกัน

สอวช. ในฐานะเป็นหน่วยงานที่เชื่อมโยงด้าน อววน. ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้และการออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและทุนมนุษย์ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ภาคอุตสาหกรรม และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยสร้างสมดุลระหว่างโจทย์แบบ Issue-based กับการพัฒนาฐานองค์ความรู้ พร้อมเชื่อมโยงโจทย์วิจัยของประเทศกับสิ่งที่ต้องดำเนินการตามพันธกิจของประเทศสมาชิกภายใต้ UNFCCC และมิติอื่น ๆ

ดร.ศรวณีย์ ยังกล่าวถึงบทบาทของ สอวช. ในฐานะ NDE ของประเทศไทย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สอวช. ร่วมกับ Climate Technology Centre and Network (CTCN) และ กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund, GCF) จัดการประชุม NDE Forum 2026 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประชุมในลักษณะดังกล่าวในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทั้งจากผลการประชุม COP29, NDE Forum 2026 ตลอดจนการทำงานที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อน Green Transition จำเป็นต้องเชื่อมโยง 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย Net Zero และ Climate Action กำลังคนทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ การรองรับกติกาการค้าใหม่ และกลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านและการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและต้องอาศัยข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

สำหรับกรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570–2575 เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ อววน. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติแล้ว โดยข้อเสนอนี้ได้จัดทำ 3 ส่วนที่สำคัญเชื่อมโยงกัน ได้แก่ กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และแผนงาน Net Zero Campus โดยการขับเคลื่อนงานวิจัยจำเป็นต้องต่อยอดจากองค์ความรู้ไปสู่การนำไปใช้และทดลองในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับความพร้อมของเทคโนโลยีก่อนขยายผล พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วน

นอกจากนี้ ดร.ศรวณีย์ ยังได้เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนาใน หัวข้อ “Funding for Impact: จัดสรรทุนวิจัยให้ตอบโจทย์ Climate Change” เพื่อต่อยอดจากการหารือในการเสวนาหัวที่เกี่ยวกับการนำกรอบและแผนงานวิจัยฯ ไปสู่การขับเคลื่อน โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโจทย์วิจัยจากแผนไปสู่หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) และการจัดสรรทุนให้สอดคล้องกับทิศทางด้าน Climate Change ที่กำหนดไว้ในแผน โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.อำนาจ ชิดไธสง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและเผยแพร่การวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ รองศาสตราจารย์ ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน

การสัมมนาดังกล่าวมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อกรอบ แผนงาน และทิศทางการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดโจทย์วิจัย การวางแผนการจัดสรรทุน และต่อยอดสู่การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ สอดประสานจากนโยบายของระบบ อววน. สู่การขับเคลื่อนจริง ในขณะที่การขับเคลื่อนก็มีส่วนสำคัญในการสะท้อนกลับไปเป็นประโยน์สำหรับการออกแบบนโยบายต่อไป

เรื่องล่าสุด