สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เข้าร่วมเป็นวิทยากร ในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “วิกฤตพลังงาน : การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อความยั่งยืน” จัดโดย คณะทำงานส่งเสริมความรู้และสร้างเครือข่ายด้านวิชาการและกฎหมาย สำนักวิชาการรัฐสภา โดยมี นายณัฏฐกฤษฏ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานสัมมนา เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา


การจัดสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานโลกและผลกระทบต่อประเทศไทยให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนเพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับหน่วยงานภายนอก และส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมเสนอแนะนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นระบบ ซึ่งในงานสัมมนามีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศร่วมเป็นวิทยากรเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตในปัจจุบัน มุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนในอนาคต รวมถึงทักษะสำคัญของนักศึกษาในอนาคต ได้แก่ นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน. ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล นักวิชาการอิสระและสื่อมวลชนด้านเทคโนโลยีพลังงาน ดำเนินรายการและร่วมให้มุมมองโดย นายณรงค์ฤทธิ์ คิดเห็น นักจัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา



การสัมมนาในครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาควิชาการ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติ โดย รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้เสนอถึงการปรับตัวของนักศึกษาภายใต้วิกฤตพลังงาน สถานการณ์โลกในปัจจุบันและทิศทางการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การยกระดับและพัฒนากำลังคน
การปรับเปลี่ยนระบบการรับรองทักษะมุ่งเน้นการใช้ระบบคลังหน่วยกิตและการบันทึกทักษะ (Skill Transcript) เพื่อสะท้อนสมรรถนะจริงของบุคคลในอนาคต ควบคู่กับวิชาปกติที่เรียน โดยทักษะที่สำคัญที่ทุกคนพึงมี เช่น การบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication & Synthesis) ขีดความสามารถในการกลั่นกรอง ย่อยข้อมูลที่ซับซ้อน (Synthesis) และสื่อสารให้เข้าใจง่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง สำหรับทักษะพึงประสงค์ที่ กระทรวง อว. ได้ดำเนินการประกาศไปแล้วและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานและพลังงานสีเขียว (Green & Sustainable Competencies) ได้แก่ ทักษะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist) และทักษะผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และมีความต้องการจากภาคผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
นอกจากนี้ สอวช. ยังมีกลไกสนับสนุนของภาครัฐที่ผลักดันและใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม STEMPlus เพื่อสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนในการพัฒนาทักษะขั้นสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความยั่งยืนให้กับกำลังคนของประเทศ
2. การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมรองรับวิกฤตพลังงาน
กระทรวง อว. ได้มีผลงานวิจัย นวัตกรรมด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน การอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และยังได้จัดทำกรอบและแผนวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570-2575 โดยเน้นไปที่การวิจัยด้านไฮโดรเจน การพัฒนาน้ำมันอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable aviation fuels: SAF) การดักจับ ใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon capture utilization and storage: CCUS) เป็นต้น ทั้งหมดนี้บุคลากรในกระทรวง อว. มีการดำเนินการในลักษณะเครือข่ายการทำงานทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ การทำงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง การขยายผลไปสู่ภาคอุตสาหกรรม และร่วมเสนอนโยบายที่สำคัญให้กับประเทศอีกด้วย
ในการสัมมนายังได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในด้านการผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small modular reactor: SMR) ทั้งในมิติเทคโนโลยี มิติความมั่นคงเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตพลังงาน มิติความปลอดภัย และมิติการให้ความรู้ ความเข้าใจกับภาคประชาชนอีกด้วย
นอกจากนี้ ในแง่เศรษฐกิจ ได้มีการหารือถึงการนำนโยบายความยั่งยืนในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการสีเขียว (Green Hospitality) รองรับแนวโน้มตลาดที่มุ่งสู่ Green Hotel / Eco Hotel ซึ่งผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ (รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว) จะมีโอกาสยกระดับในการปรับการดำเนินธุรกิจของตนเพื่อตอบโจทย์เกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย
