messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. จับมือ UN CTCN, UNFCCC Secretariat และ GCF ต้อนรับผู้แทนเอเชีย เร่งยกระดับเทคโนโลยีภูมิอากาศ–พลังงานสะอาด เชื่อมแหล่งทุนสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาค

สอวช. จับมือ UN CTCN, UNFCCC Secretariat และ GCF ต้อนรับผู้แทนเอเชีย เร่งยกระดับเทคโนโลยีภูมิอากาศ–พลังงานสะอาด เชื่อมแหล่งทุนสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาค

วันที่เผยแพร่ 9 กรกฎาคม 2026 10 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ศูนย์เครือข่ายเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Centre and Network: CTCN) จัดการประชุม 2026 Joint Programme: NDE Forum, Capacity Building on Integrating Energy Technologies, and NDE-NDA coordination in Asia ระหว่างวันที่ 7 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน พัทยา จี โดยมีตัวแทนผู้เข้าร่วมงานจากหลายประเทศในเอเชีย อาทิ บังคลาเทศ สปป.ลาว ติมอร์-เลสเต เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และศรีลังกา

การเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มี ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน โดยได้กล่าวถึงความสำคัญในการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานร่วมด้านเทคโนโลยีพลังงานแบบบูรณาการและการประสานงานระหว่าง หน่วยงานประสานงานกลางด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (National Designated Entity: NDE) และ หน่วยประสานงานหลักของประเทศ (National Designated Authority: NDA) หรือ NDE-NDA ในภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญร่วมกันของภูมิภาค คือการยกระดับเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับแหล่งทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ กลไกด้านเทคโนโลยีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างขีดความสามารถของแต่ละประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรระหว่างประเทศ

“การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพนั้น ใช้เพียงงานวิจัยอาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัย บุคลากรที่มีทักษะ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ขยายผลได้จริง โดยเชื่อว่า “การทูตวิทยาศาสตร์” จะเป็นแนวทางที่ทรงพลังในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า กระทรวง อว. มีแผนปฏิบัติการซึ่งขับเคลื่อนบน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ โดยมีประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก เรารวมพลังยกระดับกลไกการพัฒนาที่มีอยู่เดิมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกภาคส่วนผ่านโครงการ “AI for All” นอกจากนี้ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ในการส่งเสริมแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้สามารถประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง สร้างให้เกิดผู้ประกอบการนวัตกรรม และเป็นการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ

ศ. ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวถึงความเข้มแข็งของระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (NIS) ของประเทศไทย ที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านโครงการ “Net Zero Campus” ซึ่งมหาวิทยาลัยมีบทบาทเสมือนห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต ที่ช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การพัฒนานวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน ทั้งยังทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มในการรับมอบเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการถ่ายทอดและขยายผลในวงกว้าง โดยตั้งเป้าที่จะใช้ประโยชน์จากระบบนวัตกรรมแห่งชาตินี้ เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มในการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ

“ความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ในฐานะประเทศเจ้าภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมในครั้งนี้จะช่วยสร้างความร่วมมือในภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยเปลี่ยนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สามารถนำไปปฏิบัติและขยายผลได้จริง” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ต้องมีแนวทางที่นำไปปฏิบัติได้จริง มีนวัตกรรม ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนเงินทุนที่เพียงพอ ที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือข้ามภาคส่วน ข้ามองค์กร และข้ามประเทศ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดให้เกิดผลกระทบอย่างแท้จริง

“สอวช. ในฐานะ NDE ของประเทศไทย ภายใต้กลไกเทคโนโลยีของ UNFCCC เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความต้องการด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศของประเทศกับระบบนิเวศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี การเสริมสร้างขีดความสามารถและนวัตกรรมที่รองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ดร.สุรชัย กล่าว

นอกเหนือจากการประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง NDEs, NDAs, สถาบันการเงิน และพันธมิตรเครือข่ายของ CTCN ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเชื่อมโยงสู่กลไกทางการเงินระหว่างประเทศ และการเข้าถึงแหล่งทุนด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลก อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนความมุ่งมั่นร่วมกันของนานาประเทศให้เกิดผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

การประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง NDEs, NDAs, กลไกทางการเงิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดประสิทธิผล ขณะเดียวกันการเสริมสร้างศักยภาพและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ยังคงเป็นภารกิจสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเชื่อมโยงความต้องการด้านเทคโนโลยีเข้ากับแหล่งสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม จะเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของทุกประเทศร่วมกัน

สำหรับการประชุมตลอดช่วงสัปดาห์นี้ นอกจากการประชุมหลักแล้ว ยังมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มย่อย การอภิปรายแบบโต๊ะกลม การประชุมทวิภาคี รวมถึงการลงพื้นที่เยี่ยมชมสถานที่ปฏิบัติการจริงด้วย

เรื่องล่าสุด