
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาวิชาการเรื่อง “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยงานวิจัยยุทธศาสตร์: การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสู่ยุค Green & Digital Economy” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ณ ห้องประชุม Lotus 7 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี โดยกล่าวถึงความสำคัญของการปรับทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านคู่ขนาน หรือ Twin Transition ซึ่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้แทนภาครัฐ ภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และภาคเอกชน แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และภาพอนาคต” โดย รศ.วงกต รองผู้อำนวยการ สอวช. ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.กษิติธร ภูภราดัย จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และหัวข้อ “ความท้าทายของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจของไทย” โดย นายกร เธียรนุกุล จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายศุภชัย คูณเศรษฐ์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายนฤศันส์ ธันวารชร จากบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นผู้ดำเนินรายการ
รศ.วงกต ได้นำเสนอทิศทางนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และกลไกปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและทุนวิจัย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านแบบคู่ขนาน หรือ Twin Transition โดย สอวช. ให้ความสำคัญกับ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมอัจฉริยะ เศรษฐกิจหมุนเวียน และกำลังคนทักษะสูง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
รศ.วงกต ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ผ่านการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมาย การลงทุนวิจัย และกลไกถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้นวัตกรรมข้ามผ่านช่วง “Valley of Death” หรือ หุบเหวแห่งความตาย และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ พร้อมนำเสนอข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย อววน. พ.ศ. 2570–2575 ครอบคลุมการจัดทำกรอบและแผนงานวิจัย การพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และการขับเคลื่อน Net Zero Campus ให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการลดก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ทดลองนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และฐานพัฒนากำลังคนของประเทศ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และ Big Data ยังมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานด้าน Climate Action และเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการพลังงาน การวางแผนรับมือภัยพิบัติ การจัดการของเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนากำลังคน การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการเตรียมความพร้อมต่อกติกาการค้าโลก
“การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมาย การลงทุนวิจัย และการพัฒนากำลังคน จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม และเสริมขีดความสามารถของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลอย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 รศ.วงกต ยังได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) และโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ประจําปี 2569 ณ ห้องประชุม Lotus Suite 3 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และได้ร่วมเสวนา เรื่อง “Research to Utilization : ปลดล็อกงานวิจัยไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ 1. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 2. รศ. ดร.พีรเดช ทองอำไพ กรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัยและนวัตกรรม และการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 3. รศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิต ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน 4. ดร.เอกอนงค์ ตั้งฤกษ์วราสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 5. ดร.นำโชค โสมาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนซุส จำกัด โดยมี นายเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการกองบริการทุนวิจัยและนวัตกรรม 3 เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

รศ.วงกต ได้นำเสนอกลไก นโยบาย และกฎหมายสำคัญที่ สอวช. และหน่วยงานในกระทรวง อว. ร่วมขับเคลื่อน เพื่อปลดล็อกระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาทิ พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) ช่วยปลดล็อกความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย การผลักดันให้เกิด University Holding Company (UHC) เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างบุคลากรที่มีทักษะสูงและการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง (Thailand Plus Package) ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมหรือการจัดฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ (STEM) รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้าน STEM ให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกลไกเหล่านี้ ได้ขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เอื้อต่อการนำงานวิจัยและองค์ความรู้ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้จริง

“การปลดล็อกงานวิจัยไม่ใช่เพียงหน้าที่ของนักวิจัย แต่คือความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่จะเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย

