messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต ชู AI–Skill Mapping–Skill Bridge พลิกระบบผลิตกำลังคนไทยตลอดทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

สอวช. เปิดยุทธศาสตร์ปั้น “กำลังคนทักษะสูง” รับเศรษฐกิจอนาคต ชู AI–Skill Mapping–Skill Bridge พลิกระบบผลิตกำลังคนไทยตลอดทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

วันที่เผยแพร่ 12 สิงหาคม 2026 15 Views

ศ. ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดวิสัยทัศน์การปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกของประเทศไม่ใช่การเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) ผ่านการยกระดับแรงงานให้มีทักษะสูง พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย

“จากข้อมูลสถิติปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.13 ล้านคน โดยมีสัดส่วนกำลังแรงงานทักษะสูงเพียง 4.45 ล้านคน เท่านั้น (คิดเป็น 13.6%) ซึ่ง  สอวช. ได้ตั้งเป้าผลักดันแรงงานทักษะสูงให้เพิ่มเป็นประมาณ 25% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด และในระยะยาวต้องการเห็นแรงงานไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นแรงงานทักษะสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ภัยคุกคามที่ทำให้คนตกงาน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการทำงาน คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้จากหลายอาชีพ ทำงานได้หลายบทบาท และพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนสามารถ Reskill และ Upskill ได้ตลอดชีวิต

ในด้านการศึกษา รองผู้อำนวยการ สอวช. มองว่า ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ล้มเหลว แต่อาจยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิด Skill Gap หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่ผู้เรียนมี      กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ จึงจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

“เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สอวช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและเชื่อมโยงกลไก Skill Mapping ร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานจากทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่กับทักษะที่อาชีพในอนาคตต้องการ พร้อมระบุช่องว่างของทักษะที่ควรพัฒนาเพิ่มเติม ช่วยให้ทั้งประชาชน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจสามารถวางแผนพัฒนากำลังคนได้แบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพิ่มทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ขณะที่ประชาชนสามารถใช้วางแผน Reskill และ Upskill ของตนเอง รวมถึงเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพมากที่สุดได้“ ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ สอวช. ยังมีการสำรวจข้อมูลความต้องการบุคลากรทักษะสูงรายอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Talent Landscape) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มกำลังคนและตำแหน่งงานแห่งอนาคต ก่อนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ช่วยให้นักเรียนและผู้ปกครองเห็นแนวโน้มตลาดแรงงานก่อนเลือกคณะและสาขาวิชา เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เลือกเรียนในสาขาที่ประเทศต้องการ

ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ Skill Bridge หรือ “สะพานทักษะ” ซึ่งเป็นระบบเชื่อมแรงงานจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยใช้ AI วิเคราะห์ล่วงหน้าว่าแรงงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงตกงาน และสามารถย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมใดได้ พร้อมออกแบบหลักสูตรเฉพาะเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาด

ยกตัวอย่างแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กลับมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากสามารถเชื่อมสะพานทักษะ ให้แรงงานเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาการว่างงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ สอวช. ยังได้เสนอมาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน ทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรม การออกแบบหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย และการจ้างงานผู้ที่ผ่านการ Reskill หรือ Upskill เพื่อลดต้นทุนการพัฒนาบุคลากรของภาคธุรกิจ และเพิ่มการลงทุนด้านคนแทนการแก้ปัญหาเมื่อเกิดการว่างงานแล้ว

ในมุมของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ. ดร.สุรินทร์ เสนอว่า ประเทศไทยควรขยายแนวคิดจาก Lifelong Learning ไปสู่ Long Life Learning เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น โดยผู้สูงอายุยังสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และทำงานตามศักยภาพได้ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

สอวช. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลักดันการสร้าง Marketplace ด้านการเรียนรู้ รวบรวมหลักสูตรเด่นของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงองค์ความรู้และเรียนรู้ได้ฟรีตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เทคโนโลยี วิศวกรรม หุ่นยนต์ หรือสาขาเฉพาะทางอื่น ๆ

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศต้องการเร่งด่วน โดยเริ่มจากหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้ว 13 แห่ง เพื่อเร่งผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และเตรียมขยายไปสู่สาขาอาหาร เกษตร และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ

ในด้านการพัฒนางานวิจัย สอวช. มีการศึกษาวิจัยเชิงนโยบายและจัดทำข้อเสนอเพื่อยังผลักดันให้มีการสนับสนุนการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้มหาวิทยาลัยสามารถจ้างนักวิจัยเข้ามาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง สร้างฐานกำลังคนวิจัยรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ได้ในอนาคต

พร้อมกันนี้ สอวช. ยังผลักดันนโยบาย University Holding Company เปิดทางให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพของนักศึกษาและอาจารย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย

รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ โรงเรียนในโรงงาน ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2–3 เพื่อเรียนรู้ทักษะจากสถานการณ์จริง ก่อนกลับมาพัฒนาตนเองในมหาวิทยาลัย ทำให้การเรียนการสอนเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

“เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานทั้งหมด คือการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเชื่อว่า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้” หากประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนทักษะสูงได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต“ ศ. ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย