messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ผนึกกำลังเครือข่าย ถกแนวทางขับเคลื่อนแผนพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง หนุนเทคโนโลยี SMR – ฟิวชัน เสริมความเข้มแข็งอุตสาหกรรมอนาคต ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ

สอวช. ผนึกกำลังเครือข่าย ถกแนวทางขับเคลื่อนแผนพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง หนุนเทคโนโลยี SMR – ฟิวชัน เสริมความเข้มแข็งอุตสาหกรรมอนาคต ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ

วันที่เผยแพร่ 22 มิถุนายน 2026 79 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สอวช. โดยมี รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุม

รศ.วงกต กล่าวว่า ประเด็นที่จะร่วมหารือกันในครั้งนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่ทุกหน่วยงานจะได้เข้ามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นเพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว โดยในส่วนของ สอวช. ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องไปกับทิศทางของกระทรวง อว. ที่มีแผนรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของโลก ทั้งในส่วนการมองเป้าหมายการดำเนินงานหรือการทำแผนให้ควบคู่ไปกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050 ของประเทศ รวมถึงแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของกระทรวงพลังงาน โดยจะมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นพลังงานคาร์บอนต่ำ ส่วนต่อมาในบทบาทของ อว. คือ การมุ่งเน้นเรื่องการผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม โดยประเด็นสำคัญที่หารือกันจะเน้นในกลุ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีฟิวชัน (Fusion Technology)

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ อุดมศักดิกุล นักยุทธศาสตร์ 1 ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สอวช. ได้นำเสนอ “แผนการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2569 – 2593” และข้อคิดเห็นของสภานโยบายฯ จากมติคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้นำเสนอต่อ สอวช. เพื่อเสนอต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ในการรวมเข้ากับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ โดยที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงแนวทางการขับเคลื่อนในระยะสั้น (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570) โดยให้เสนอคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) พิจารณาจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาใน 3 ประเด็นสำคัญเร่งด่วน คือ SMR อุตสาหกรรมธาตุหายาก และเทคโนโลยีฟิวชัน ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 ของแผนด้าน ววน. ของประเทศ และให้นำประเด็นสำคัญด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสี มาพิจารณาเป็นแผนงานสำคัญตามจุดมุ่งเน้นของนโยบาย (Flagship: F) หรือแผนงาน (Plan: P) ภายใต้แผนด้าน ววน. ของประเทศ ในระยะต่อไป (ปีงบประมาณ พ.ศ.2571 – 2575)

สำหรับแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำด้วย อววน. พ.ศ. 2569 – 2593 ได้กำหนดประเด็นเป้าหมาย 2 ส่วนคือ 1. เทคโนโลยี SMR พลังงานนิวเคลียร์เพื่ออุตสาหกรรมและความมั่นคงทางพลังงาน 2. เทคโนโลยีฟิวชัน เทคโนโลยีเพื่อพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยมียุทธศาสตร์ระยะสั้น พ.ศ. 2569 – 2570 ในการเตรียมการและวางรากฐานของประเทศ ในการใช้งานโรงไฟฟ้า SMR และเทคโนโลยีฟิวชัน ระยะกลาง พ.ศ. 2571 – 2575 รู้เท่าทันและมีความพร้อมในการใช้งานและกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR และเทคโนโลยีฟิวชัน และระยะยาว พ.ศ. 2576 – 2593 พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง

ในส่วนของแผนการดำเนินการด้านเทคโนโลยี SMR: พลังงานนิวเคลียร์เพื่ออุตสาหกรรมและความมั่นคงทางพลังงาน มีประเด็นเร่งด่วนคือ การเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืนและปลดปล่อยคาร์บอนต่ำด้วยเทคโนโลยี SMR ซึ่งจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 1.96 หมื่นล้านบาทต่อปี เกิดการลงทุน การจ้างงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการลดการนำเข้า โดยแผนการผลิตกำลังคนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี SMR ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งบุคลากรในอุตสาหกรรมขั้นสูง หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานด้านเทคนิค นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนผู้สนใจ ตั้งเป้าหมายผลิตนักเรียน นักศึกษาที่จบหลักสูตรระดับ ปวช./ปวส. 800 คน ปริญญาตรี 300 คน ปริญญาโท 100 คน ปริญญาเอก 50 คน บุคลากรเฉพาะทางผู้ปฏิบัติงานในโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 1,500 คน มีการเข้าร่วมทุนวิจัยมากกว่า 500 ล้านบาท ภายในปี 2580 ซึ่งในการผลักดันเป้าหมายกำลังคนจำนวนมากนี้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณการผลิตบัณฑิต และต้องอาศัยการสร้างความร่วมมือระดับโลก (Global Partnership) ในการส่งบุคลากรไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับต่างประเทศอย่างจริงจัง

ขณะที่แผนการดำเนินการด้านเทคโนโลยีฟิวชัน : เพื่อพลังงานสะอาดแห่งอนาคต มีประเด็นเร่งด่วนคือ การพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมฟิวชันแห่งอาเซียน” เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานและพลังงานสะอาด รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรม New S-Curve มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกว่า 1.96 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยแผนการผลิตกำลังคนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีฟิวชันครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งนักเรียน นักศึกษา นักเรียนทุน บุคลากรในอุตสาหกรรมขั้นสูง หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านเทคนิค ตั้งเป้าหมายผลิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค 50 คน จำนวนบุคลากรสนับสนุนทางเทคนิค 500 คน ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติ 20 ราย มีเครื่องไทยแลนด์โทคาแมค-2 จำนวน 1 เครื่อง และมีศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีฟิวชันระดับอาเซียน ให้การฝึกอบรมปีละ 100 คน ภายในปี 2580

โดยสภานโยบายได้มีข้อคิดเห็นจากการนำเสนอแผนดังกล่าว ทั้งในส่วนของการสื่อสารต่อสาธารณะถึงประเด็นการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ที่ต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง ซึ่งในส่วนของกระทรวง อว. บทบาทหลักจะเน้นเฉพาะการเตรียมกำลังคนทักษะสูงและการพัฒนาวิทยาศาสตร์รองรับ และการบรรจุประเด็นเข้าสู่แผนด้าน ววน. ต้องชัดเจนและทำได้จริง ควรกำหนดเป้าหมายและทิศทางการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

สำหรับเป้าหมายและประเด็นสำคัญของการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำ ปี 2571 – 2575 แบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนากำลังคน 2. เสริมสร้างความรู้และการยอมรับของสังคม 3. สนับสนุนการพัฒนากฎหมายและระบบกำกับดูแลสมัยใหม่ 4. ยกระดับบทบาทในห่วงโซ่เทคโนโลยี SMR
5. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและทดสอบมาตรฐานสากล และ 6. การเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้ร่วมหารือแนวทางและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศ ทั้งในส่วนบทบาทและแนวทางการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน กลไกการขับเคลื่อนและการสร้างความร่วมมือ และการบรรจุประเด็นสำคัญในแผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งมีข้อคิดเห็นโดยสรุป ดังนี้

1. การพัฒนาและผลิตกำลังคนทักษะสูง โดยอาจจะดูบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น กรณีศึกษาของเวียดนาม ที่เริ่มต้นจากการสร้างความร่วมมือระดับโลก (Global Partnership) กับรัสเซียและญี่ปุ่น โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน (HRD) เป็นลำดับแรกผ่านมาตรการจูงใจด้านรายได้ที่สูงกว่าปกติ รวมถึงประเทศไทยต้องเร่งผลิตวิศวกรและช่างเทคนิคทักษะสูงร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงข้อควรระวังด้านต้นทุนการผลิตกำลังคนทักษะสูงที่ค่อนข้างแพง จึงต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงควรขยายกรอบการพัฒนาบุคลากรให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มนักนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์พลังงานด้วย นอกเหนือจากวิศวกรเพียงอย่างเดียว

2.สร้างความตระหนักรู้และการยอมรับจากภาคประชาชน พลังงานนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงในมิติด้านสังคมและการเมือง จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ในการสื่อสาร เพื่อสร้างความตระหนักและการยอมรับโดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก โดยเริ่มแคมเปญสร้างความเข้าใจผ่านหน่วยงาน อพวช. โดยเน้นกลุ่มเยาวชนเพื่อสร้างความพร้อมด้านสายอาชีพนิวเคลียร์ในอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมเชิงวิชาการและวิศวกรรมขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ที่ประชุมเสนอให้มีการสร้างทีมสื่อสารที่เป็น “คนกลาง” (Middleman) ซึ่งมีความรู้ทั้งด้านเทคนิคและทักษะการสื่อสาร เพื่อทำหน้าที่แปลงฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ให้เป็นข้อความที่สังคมเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย

3.สนับสนุนการพัฒนากฎหมายและระบบกำกับดูแล การบริหารจัดการด้านกฎหมาย มีการดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้กรอบ Safety, Security, Safeguards และ Liability โดยเฉพาะประเด็น Liability Law หรือร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี อันเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้จัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกจากนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ยังได้เดินหน้าจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ (Consortium) ด้านการกำกับดูแล โดยลงนาม MOU ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และเตรียมหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อให้การขออนุญาตและการกำกับดูแลเป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อน

4.การจัดการกากกัมมันตรังสี (Waste Management) ซึ่งเป็นประเด็นวิกฤต ต้องขยายขีดความสามารถการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างเป็นระบบ พัฒนาภาชนะรองรับการขนส่งและการรับรองมาตรฐาน และจัดหาพื้นที่จัดเก็บถาวรแห่งใหม่ในระยะยาว ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) อาจต้องขอรับการสนับสนุนพื้นที่จากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และเน้นการใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) เพื่อผลิตไฮโดรเจนสะอาดและใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมหนัก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน

5.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยและทดสอบมาตรฐานสากล ขอบเขตเทคโนโลยี มุ่งเน้นที่ Small Modular Reactor (SMR) และ Fusion Technology โดยครอบคลุมไปถึงเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier) อย่าง Floating SMRs (โรงไฟฟ้าลอยน้ำ) และ Mobile Micro Reactors (MMR) ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มต้นที่ประชุมตกลงที่จะจำกัดกรอบความสนใจไปที่ SMR แบบตั้งบนพื้นดิน (Inland) รุ่น Gen 3+ เป็นหลักก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นไปได้ของ กฟผ. และลดความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจบานปลาย

 ทั้งนี้ ได้มีการดึงศักยภาพในประเทศ เช่น สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) ที่พร้อมใช้เทคโนโลยีการเคลือบ (CVD) สร้างชั้นฟิล์มสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง SMR เพื่อสร้างนวัตกรรมของตนเอง และการยกระดับมาตรฐานวิศวกรรมสู่ระดับสากล เช่น ASME ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในการเลือกเทคโนโลยีจากประเทศต้นทาง

6.การเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้น Localization เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตชิ้นส่วน Non-nuclear ได้เอง และสร้าง Global Partnership ร่วมกับ IAEA แผนงานดังกล่าวจะเน้นการทำงานแบบ ทีมไทยแลนด์ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และเพื่อลดข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐ ที่ประชุมได้เสนอให้บูรณาการแหล่งทุนทางเลือกอื่นมาร่วมขับเคลื่อนด้วย เช่น กองทุนนวัตกรรมของภาคเอกชน (Innovation One) ตลอดจนเม็ดเงินร่วมลงทุนจากต่างประเทศ

ในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มีกลไกการขับเคลื่อนและแนวทางความร่วมมือดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือ “Hub of Talent” ด้านนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ พร้อมลงนาม MOU ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะจัดให้มีการลงนามในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ควบคู่ไปกับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับนานาชาติ INPRO Dialog Forum ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และร่วมกันการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านนิวเคลียร์ Action Plan 5 ปี (2571-2575) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลแผนงานโครงการ งบประมาณ และตัวชี้วัดจากทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา การผนึกกำลังภายใต้การขับเคลื่อนการพัฒนาด้านนิวเคลียร์เพื่อผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการนำพาประเทศสู่ความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

เรื่องล่าสุด