messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ร่วมเวที STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 แลกเปลี่ยนมุมมอง “AI กับการขับเคลื่อนสังคมยุคใหม่”

สอวช. ร่วมเวที STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 แลกเปลี่ยนมุมมอง “AI กับการขับเคลื่อนสังคมยุคใหม่”

วันที่เผยแพร่ 28 เมษายน 2026 11 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยฝ่ายนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Great Convergence: AI-Driven Health, Environment and Bio-Economy” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ (Bangkok Convention Centre at CentralWorld) โดยมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับ Science and Technology in Society forum (STS forum) ประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งในเวทีเสวนาที่น่าสนใจจัดขึ้นในหัวข้อ “The Role of Artificial Intelligence in Modern Society” ซึ่งมุ่งสะท้อนบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาเชิงนโยบาย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนจากหลายประเทศเข้าร่วม ได้แก่ Dr. Fahad Algneaer ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ จาก King Abdulaziz City for Science and Technology (KACST) ประเทศซาอุดีอาระเบีย, Professor Kenji Suzuki ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ชีวการแพทย์ (BMAI) จาก Institute of Integrated Research (IIR), Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น, ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน), Dr. Yu Hiraoka ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท GramEye Inc. และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซากา ประเทศญี่ปุ่น และ Mr. Norihiko Ishihara ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท DataSection Inc. ประเทศญี่ปุ่น (เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์) โดยมี ดร.ปราณปรียา ศรีวรรณวิทย์ ลุนด์แบร์ย ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ สอวช. เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของ AI ในฐานะเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมสมัยใหม่ โดย Dr. Fahad Algneaer ได้สะท้อนความท้าทายสำคัญของการพัฒนา AI ในระดับโลกด้านความเหลื่อมล้ำจากการกระจุกตัวของเทคโนโลยี การขาดความหลากหลายของข้อมูลและภาษาในการพัฒนา AI รวมถึงช่องว่างด้านการกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการพัฒนา AI ที่ครอบคลุมการยกระดับทักษะด้าน AI ของประชาชน และการสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการกำกับดูแล AI ที่มีประสิทธิภาพ

ในมิติของการประยุกต์ใช้ AI ในภาคสาธารณสุข Professor Kenji ได้นำเสนอศักยภาพของ AI ในการเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม AI ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความไม่ชัดเจนของกระบวนการทำงานและการประมวลผล ความเสี่ยงจากอคติของข้อมูล และข้อจำกัดด้านข้อมูลในบางโรค จึงนำไปสู่การพัฒนาแนวคิด AI ที่อธิบายได้ (Explainable AI) และ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ (Trustworthy AI) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานร่วมกับ AI ของบุคลากรทางการแพทย์

ด้าน ดร.สุนทรีย์ ได้นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนา AI และ Big Data โดยระบุว่า ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) และมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐ โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านสู่ “ภาครัฐเชิงคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-driven foresight government) พร้อมเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพและการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

Dr. Yu ได้นำเสนอการใช้ AI ในการรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ AI และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการเพิ่มความแม่นยำของการวิเคราะห์และตรวจจับเชื้อ พร้อมทั้งเสนอการสร้างฐานข้อมูลร่วมเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในระดับสากล ทั้งนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและการสร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ในมุมมองของภาคเอกชน Mr. Norihiko ได้สะท้อนบทบาทของ AI ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการออกแบบระบบนิเวศดิจิทัลที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญที่กำลังส่งผลต่อสังคมในอนาคต โดยการพัฒนาและการนำ AI ไปใช้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างความครอบคลุม ความน่าเชื่อถือ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า แม้ AI จะมีศักยภาพอย่างมหาศาล แต่ทิศทางของ AI ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลที่เหมาะสม การสร้างความเชื่อมั่น การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ตลอดจนการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ในการกำหนดบทบาทของ AI ในสังคม เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและครอบคลุมในทุกมิติ

เรื่องล่าสุด