สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดการประชุมคณะกรรมการกำกับการดำเนินโครงการประเมินความต้องการเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thailand’s Technology Needs Assessment: Thailand’s TNA) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เป็นประธานการประชุม และมี รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ดร.คมเมธ จิตวานิชไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. พร้อมคณะทำงาน สอวช. เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สอวช. ชั้น 14 อาคารจัตุรัสจามจุรี และผ่านระบบออนไลน์



ดร.สุรชัย กล่าวว่า โครงการ TNA ครั้งที่ 2 นี้ มีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยจะเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ร่วมกับกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer Mechanism) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันหารือเพื่อจัดแบ่งเทคโนโลยีในภาคส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Sector) และได้ข้อสรุปแบ่งออกเป็น 4 ภาคส่วน ได้แก่ 1. ภาคพลังงาน 2. ภาคเกษตร 3. ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และ 4. ภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ จากนั้นได้มีการตั้งคณะทำงานย่อย และจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละภาคส่วนและร่วมคัดเลือกเทคโนโลยีเบื้องต้น (Longlist) รวมถึงเทคโนโลยีลำดับต้น (Shortlist) ของแต่ละภาคส่วน และสรุปผลการทำงานทั้งหมดเพื่อนำเสนอเพื่อให้ที่ประชุมฯ ร่วมกันพิจารณาในครั้งนี้

“การดำเนินงานในโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก เป็นเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกที่จะเชื่อมไปยังการดำเนินงานในอนาคต หากได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกเทคโนโลยีอะไร เทคโนโลยีนั้นจะถูกนำไปพิจารณาถึงปัญหา อุปสรรค และนำไปทำแผนปฏิบัติการเทคโนโลยี (Technology Action Plan: TAP) ต่อไป” ดร.สุรชัย กล่าว


ด้าน ดร.ศรีฉัตรา ไชยวงค์วิลาน นักยุทธศาสตร์ 1 ฝ่ายคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์และอนาคตศึกษา สอวช. รายงานถึงความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกและจัดอันดับความสำคัญของเทคโนโลยี ผ่านการวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์ที่หลากหลายและการเปิดรับความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยในการวิเคราะห์และคัดเลือกเทคโนโลยีของแต่ละภาคส่วน จะใช้เครื่องมือ STEEP Analysis & System Mapping คำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทประเทศและเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) วิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศ (Net Zero 2050) เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Transformational Change) และแผนพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องมองถึงสถานะความพร้อมของเทคโนโลยีที่มีโอกาสเกิดขึ้นภายในปี 2035 โดยเป็นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

นายบุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ที่ปรึกษาโครงการ ได้สรุปกรอบการคัดเลือกเทคโนโลยี ซึ่งในแต่ละภาคส่วนจะมีการคัดเลือกเทคโนโลยี Longlist จากจำนวน 8-12 เทคโนโลยีให้ออกมาเป็นเทคโนโลยี Shortlist จำนวน 4 เทคโนโลยีต่อภาคส่วน ทำให้ได้เทคโนโลยี Shortlist รวมทั้งสิ้น 16 เทคโนโลยี จาก 4 ภาคส่วน โดยใช้เครื่องมือ Multi-Criteria Analysis (MCA) วิเคราะห์ Impact Assessment ประเมินถึงต้นทุนและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีภายในปี ค.ศ. 2035 โดยแบ่งการให้คะแนนออกเป็น การแพร่กระจายของเทคโนโลยี (Technology Diffusion) ผลกระทบด้านภูมิอากาศ (Climate Impacts) ผลกระทบการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Impacts) และการวิเคราะห์ Readiness Level ประเมินว่าเทคโนโลยีมีสถานภาพความพร้อมในปัจจุบันอย่างไรและต้องการการสนับสนุนด้านใด แบ่งการให้คะแนนออกเป็น ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (Hardware) ด้านบุคลากรและองค์ความรู้ (Software) ด้านองค์กรและกฎระเบียบ (Orgware) ด้านการเงินและการลงทุน (Finance)



นายบุญรอด ยังได้นำเสนอผลการคัดเลือกเทคโนโลยี Shortlist ของแต่ละภาคส่วน โดยได้ข้อสรุปดังนี้
1. ภาคพลังงาน มีรายการเทคโนโลยีที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR), เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF), เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากพลังงานฟอสซิลและพลังงานชีวภาพ (Carbon Capture Utilization and Storage (CCS/CCUS/BECCS)) และ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน (Solar PV for Infrastructure)
2. ภาคเกษตร มีรายการเทคโนโลยีที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ สารยับยั้งมีเทนในสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Reduce CH4 emissions in ruminants through natural inhibitors), ข้าวปรับแต่งพันธุกรรม (Gene-edited Rice), สารยับยั้งไนตริฟิเคชัน (N2O mitigation by using nitrification inhibitors) และ เซ็นเซอร์ Near-Infrared (NIR)
3. ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ มีรายการเทคโนโลยีที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ ระบบ IoT สำหรับติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ (IoT-based Real-Time Water Quality Adaptation Systems), ระบบหน่วงและกักเก็บน้ำใต้ดิน (Underground Attenuation and Storage: UAS), เทคโนโลยีการเติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge: MAR), แบบจำลองทางกายภาพ + AI ใช้สำหรับการพยากรณ์ทางอุทกวิทยา (Physics-Guided Long Short-Term Memory: PG-LSTM) และ
4. ภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ มีรายการเทคโนโลยีที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ แบบจำลองภูมิอากาศแบบบูรณาการสำหรับประเทศไทย (Thailand Climate Integrated Model: ThaiCIM) พลังงานเพื่อภัยพิบัติ (Energy for disaster), วัสดุระบายความร้อนแบบพาสซีฟ (Passive Radiative Cooling (PRC) Materials) และ แพลตฟอร์มคู่เสมือนดิจิทัลเพื่อการวางผังเมือง (Digital Twin-Based Climate Risk Urban Planning Platform)
เทคโนโลยี Shortlist นี้จะถูกนำไปพิจารณาคัดเลือกอีกครั้ง เพื่อนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการเทคโนโลยีต่อไป