messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง สอวช. ชู GEI เข็มทิศนำทางผู้ประกอบการ MSME ไทยปลดล็อกธุรกิจสีเขียว สร้างโอกาสใหม่บนเวทีโลก

จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง สอวช. ชู GEI เข็มทิศนำทางผู้ประกอบการ MSME ไทยปลดล็อกธุรกิจสีเขียว สร้างโอกาสใหม่บนเวทีโลก

วันที่เผยแพร่ 17 กันยายน 2026 1 Views

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งทางรอดสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คำถามที่ตามมาคือผู้ประกอบการจะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของตนเองจัดว่าเป็นธุรกิจสีเขียวแล้วหรือยัง การมี GEI หรือ Green Enterprises Indicator ตัวชี้วัดวิสาหกิจสีเขียว จึงเข้ามาเป็นคำตอบให้กับคำถามนี้

GEI พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรู้ได้ว่าตอนนี้ธุรกิจของตนอยู่ตรงไหนและมีจุดแข็งอะไร โดยจะแสดงผลข้อมูลบนแดชบอร์ด ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม นวัตกรรม และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นให้ผู้ประกอบการ MSME เตรียมความพร้อมและเริ่มต้นการดำเนินกิจการตามแนวทาง ESG (Environmental Social และ Governance) ได้

จุดเริ่มต้นของ GEI เกิดจากการที่ สอวช. ได้จัดทำกรอบนโยบายระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. 2573 (CE Vision 2030) ของประเทศไทย และพบข้อมูลว่า ผู้ประกอบการ MSME จำนวนมากรู้ว่าต้องปรับตัวเรื่องคาร์บอน มาตรฐาน และข้อกำหนดของคู่ค้า แต่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องวัดผลอะไร หรือควรเตรียมข้อมูลแบบใด ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงข้อมูลหรือปรับตัวได้ทัน อาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทาน สอวช. และภาคีเครือข่ายจึงได้พัฒนา BCG Indicator เครื่องมือเพื่อการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนขึ้น ก่อนจะต่อยอดมาเป็น GEI เพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME มีจุดเริ่มต้นและแนวทางเตรียมความพร้อมที่ชัดเจน

สอวช. พัฒนา GEI ขึ้นมา เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเติบโตและสร้างผลประกอบการที่ดีควบคู่ไปกับความยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบันมาตรการทางการค้าที่ใช้ประเด็นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและสีเขียวมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ประเด็นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจที่ช่วย
ลดต้นทุน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้ ซึ่งในอนาคตแนวทาง ESG จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่จะส่งต่อมายังคู่ค้าและ MSME ในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น GEI จึงช่วยเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้กับ MSME

สอวช. ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมจากโจทย์เชิงนโยบายไปสู่เครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง เริ่มจากการรวบรวมปัญหาของผู้ประกอบการ และทำการวิเคราะห์เชิงระบบเรื่องการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) สำหรับประเทศไทย ซึ่งพบว่า ESG เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สามารถสร้าง Green Supply Chain ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือผู้ที่ยังไม่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งสร้าง Green Supplier ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการค้าระหว่างประเทศ จึงนำมาสู่การทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านมาตรฐาน ผู้เชี่ยวชาญ ภาคอุตสาหกรรม และผู้ใช้งาน เพื่อมาร่วมกันพัฒนา ทดสอบ และปรับปรุงตัวชี้วัด ก่อนผลักดันให้ GEI ได้รับการประกาศเป็นมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ (มตช.) ฉบับที่ 12 เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการไปใช้ในปัจจุบัน

จุดสำคัญของ GEI ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อให้มาตรฐานมีทั้งความน่าเชื่อถือทางวิชาการและสามารถนำไปใช้กับภาคธุรกิจได้จริง โดยหลักการในการออกแบบตัวชี้วัดของ GEI มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1. มีพื้นฐานทางวิชาการสอดรับกับแนวทางและมาตรฐานสากล และ 2. ไม่ซับซ้อนจนผู้ประกอบการไทยนำไปใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ GEI มีทั้งหมด 68 ตัวชี้วัด ครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล พร้อมแบ่งระดับพัฒนาการออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับริเริ่มไปจนถึงระดับที่สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม GEI จึงเป็นเสมือนเครื่องมือกลางที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้โดยเริ่มจากระดับที่เหมาะสมกับขนาดของกิจการของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องพร้อมกัน

นอกจากนี้ GEI ยังเข้ามาช่วยปลดล็อกธุรกิจสีเขียวให้ผู้ประกอบการใน 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย

1. ทำให้ธุรกิจรู้สถานะ จุดแข็ง และช่องว่างของตนเอง ให้สามารถวางแผนได้ว่าจะปรับปรุงหรือลงทุนเรื่องใดก่อน โดยเฉพาะ MSME ที่อาจยังไม่มีบุคลากร งบประมาณ หรือระบบข้อมูลมากเพียงพอที่จะดำเนินงานด้าน ESG อย่างเต็มรูปแบบ GEI จึงทำหน้าที่เป็นบันไดขั้นต้นให้ MSME วางระบบ เก็บข้อมูล และพัฒนาการดำเนินงานในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาล ก่อนขยับไปสู่ข้อกำหนดหรือมาตรฐานที่สูงขึ้น

2. ทำให้ธุรกิจมีข้อมูลและหลักฐานในการสื่อสารกับคู่ค้า บริษัทขนาดใหญ่ นักลงทุน หรือผู้บริโภคได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสำคัญมากสำหรับ MSME ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะในอนาคตคู่ค้าอาจจะไม่ได้พิจารณาเพียงเฉพาะประเด็นด้านราคา คุณภาพ หรือระยะเวลาส่งมอบเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านความยั่งยืนมากขึ้นด้วย

และ 3. ทำให้ภาครัฐ ภาคการเงิน และบริษัทขนาดใหญ่ มีเกณฑ์กลางที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสนับสนุนให้เหมาะกับระดับความพร้อมของแต่ละธุรกิจได้

ดังนั้น GEI จึงไม่ได้เพียงช่วยให้ MSME สามารถปรับตัวได้ตามข้อกำหนด แต่ยังช่วยรักษาโอกาสการอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มโอกาสการเชื่อมโยงกับตลาดและคู่ค้ารายใหม่ได้ในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว สอวช. มีเป้าหมายในการผลักดันให้มาตรฐาน GEI ถูกนำไปใช้จริง เพื่อเป็นเครื่องมือกลางในการเชื่อมโยงกับมาตรการสนับสนุนและแหล่งเงินทุนจากภาครัฐและภาคการเงิน รวมถึงการเชื่อมโยง GEI กับบริษัทขนาดใหญ่ให้มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น ในขณะที่ MSME ก็ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่สามารถรักษาสถานะการเป็นคู่ค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือและใช้ความยั่งยืน ให้กลายเป็น “โอกาส“ ในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดตัวชี้วัดอย่างเป็นทางการของมาตรฐาน มตช. 12 ได้ที่

มตช. 12-2569 https://service.tisi.go.th/tisi-standard-shop/item/nac/291

ราชกิจจานุเบกษา 30 มีนาคม 2569 https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/110451.pdf

เรื่องล่าสุด