messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เปิดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 ผนึกพลังสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อน อววน. เชื่อมองค์ความรู้สู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

สอวช. เปิดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 ผนึกพลังสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อน อววน. เชื่อมองค์ความรู้สู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

วันที่เผยแพร่ 16 กันยายน 2026 29 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเวที Policy Dialogue Series ครั้งที่ 5 การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนวัตกรรมไทย ในหัวข้อ “A Fairer Future: Advancing Equity through Social Sciences, Humanities, and Arts : ขับเคลื่อนสังคมที่เป็นธรรมด้วยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์” เวทีเสวนาได้ชวนมองการสร้างสังคมที่เป็นธรรมผ่าน 4 มิติสำคัญที่เชื่อมโยงกัน จากนักวิชาการหลากหลายสาขา ตั้งแต่การยอมรับความหลากหลายของผู้คน การสร้างโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ การนำความรู้และนวัตกรรมไปสู่การพัฒนา ตลอดจนการสร้างกลไกเชิงสถาบันที่ทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริง เพื่อวางโจทย์ใหม่ให้ระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และเปิดมุมมองว่าสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ จะบูรณาการกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่ตอบโจทย์ผู้คน ลดความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่สังคมที่เป็นธรรมได้อย่างไร

ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและเปิดเวทีเสวนา โดยประเด็น “การขับเคลื่อนสังคมที่เป็นธรรมด้วยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์” ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นเสวนา ของเวที Policy Dialogue Series ที่มาจากการร้อยเรียงประเด็นเสวนาจาก 4 เวทีที่ผ่านมา ซึ่ง สอวช. ได้ชวนมองโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ตั้งแต่การเข้าใจคนและสังคม สู่การออกแบบนโยบาย และการพัฒนาศักยภาพของคน ตลอดจนการลดช่องว่างและกระจายโอกาส ซึ่งทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามสำคัญของเวทีในวันนี้ว่า ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่อนาคตที่เป็นธรรมมากขึ้น เราจะต้องวางรากฐานของสังคมและระบบนโยบายอย่างไร

“ความเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “สร้างความเท่าเทียม” แต่หมายถึงการสร้างระบบที่ทำให้คนทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทรัพยากรและองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วม และมีโอกาสกำหนดอนาคตของตนเองได้ และนี่คือจุดที่สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น คือ ระบบ อววน. จะนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ มาทำงานร่วมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ ได้อย่างไร เพื่อสร้างความเสมอภาค เปิดโอกาสในการขยับสถานะทางสังคม และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

“สอวช. คาดหวังว่า เวทีนี้จะไม่ใช่ ปลายทางของ Policy Dialogue Series แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้และข้อเสนอจากทั้ง 5 เวที ไปสู่การออกแบบนโยบายและการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ เพื่อยกระดับบทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์ที่ช่วยให้เรา “เข้าใจสังคม” แต่เป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เรา “ออกแบบสังคมที่อยากเห็นในอนาคต” ผศ. ดร.ศุภกร กล่าว

ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้เปิดมุมมองเรื่อง “ความเป็นธรรมด้านวัฒนธรรมและ
การยอมรับความหลากหลาย” โดยชี้ว่า สิทธิทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางวัฒนธรรม ควรตั้งอยู่บน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การยอมรับ (recognition) การเข้าถึง (access) และการมีอำนาจร่วม (shared power) โดยมองว่า สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างระบบความรู้ที่เป็นธรรม ชวนให้ระบบ อววน.ต้องตั้งคำถามสำคัญว่า “ใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และเสียงของใครหายไปจากระบบ” พร้อมยกกรณีชนพื้นเมืองซามี (Sámi) ในสแกนดิเนเวีย ซึ่งสะท้อนความแตกต่างระหว่างระบบวิจัยที่มองชุมชนเป็น “วัตถุของการศึกษา” กับระบบที่ยอมรับชุมชนเป็น “ผู้สร้างความรู้”

นอกจากนี้ ผศ. ดร.แพร ให้ข้อเสนอต่อ ระบบ อววน. และสถาบันอุดมศึกษา ที่ควรต้องปรับทั้งการจัดการศึกษา การทำงานกับชุมชน การวิจัย และระบบประเมินผล โดยมหาวิทยาลัยควรร่วมกำหนดโจทย์กับชุมชน พัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่ จัดทำข้อมูลที่ชุมชนมีส่วนกำกับและมีสิทธิในข้อมูล รวมถึงใช้ Living lab หรือ Policy lab เป็นพื้นที่ร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลง รวมถึงด้านการเรียนการสอน ควรพัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันอคติและสร้างความรู้สึกต่อความไม่เป็นธรรมของผู้อื่น เรียนรู้บริบท เชื่อมโยงประสบการณ์กับโครงสร้างทางสังคม รับฟังโดยไม่พูดแทน และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบร่วมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนการวิจัยควรเปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาร่วมตั้งโจทย์ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และสร้างวงจรป้อนกลับผลการวิจัยสู่ชุมชน ตามแนวทาง Transdisciplinary Research รวมถึงระบบประเมินผลงานของมหาวิทยาลัยและระบบวิจัย ต้องขยับจากการให้ความสำคัญเฉพาะผลผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การประเมิน ประสบการณ์ของผู้คนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อให้ระบบ อววน. เป็นกลไกที่ไม่เพียงสร้างความรู้ แต่ยังช่วยสร้างสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเป็นธรรมให้แก่ผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

ด้าน รศ. ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอมุมมองในประเด็น “ความเป็นธรรมด้านความรู้และโอกาส” โดยชี้ว่า ควรพิจารณาความเป็นธรรมอย่างน้อย 3 มิติ ได้แก่ การเข้าถึงการศึกษา แหล่งเรียนรู้ ข้อมูลและงานวิจัย การเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพและสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการเปลี่ยนความรู้และทักษะไปสู่โอกาส คุณภาพชีวิต และรายได้ที่ดีขึ้น โดยความเหลื่อมล้ำทางความรู้ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก ต้องเชื่อมโยงการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เป็น “เส้นทางโอกาส” ที่ต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และนำความรู้ไปยกระดับชีวิตได้จริง

รศ. ดร.กมลพร กล่าวถึงในมิติของระบบวิจัย เสนอให้ขยับบทบาทของประชาชนและชุมชน จากการเป็นเพียงแหล่งข้อมูล กลุ่มตัวอย่างหรือผู้รับประโยชน์ ไปสู่การเป็น “ผู้ร่วมสร้างความรู้” ผ่านกระบวนการ Co-creation พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ของพื้นที่มาบูรณาการกับองค์ความรู้ทางวิชาการ กลไกภาครัฐ และศักยภาพของภาคธุรกิจ โดยสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจ ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ คุณค่าความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการสื่อสารกับผู้คน เน้นการเชื่อมโยงกลไกและทรัพยากรที่มีอยู่ไปสู่เป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบ โดยใช้นวัตกรรมสังคมเป็นเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่การจัดทำ “แผนที่ความเหลื่อมล้ำ” ตลอดจนสร้างกลไกนำผลไปใช้และขยายผลจริง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ควรทำหน้าที่เป็น Knowledge broker เชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยกับความรู้และปัญหาของชุมชน พร้อมปรับระบบสนับสนุนและแรงจูงใจของนักวิจัย โดยให้คุณค่ากับการใช้ประโยชน์ทางสังคม การประเมินความเป็นธรรมต้องมองตลอดห่วงโซ่ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” เพื่อให้ระบบ อววน. สามารถร่วมกำหนด ร่วมสร้าง ร่วมใช้ ร่วมติดตามประเมินผล และเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่โอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรม

ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผอ.สถาบันอาณาบริเวณศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ชวนทบทวนว่า การลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ไม่ควรมุ่งเฉพาะการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร ยูนิคอร์น หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ใครสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ใครเข้าถึงเทคโนโลยี และผลประโยชน์จากนวัตกรรมกระจายไปถึงคนกลุ่มใดบ้าง หากต้องการสร้าง “Fair Futures” ระบบการลงทุนควรคำนึงถึงหลักสำคัญ ได้แก่ การกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม (distributive justice) การสร้างความเป็นธรรมในการมีส่วนร่วมและผลลัพธ์ การสร้างสมดุลระหว่างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญากับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีของ SMEs คนตัวเล็กและกลุ่มเปราะบาง โดยเป็นการสร้าง Inclusive Innovation Ecosystem ที่เปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรม ตลอดจนปรับระบบบริหารทุน อววน. ให้เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ลดการทำงานแบบแยกส่วน และออกแบบการลงทุนบนฐานบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ (place-based design)

ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า สังคมศาสตร์สามารถเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการออกแบบ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (just transition) โดยเฉพาะในช่วงที่โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลง อาทิ การเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งโจทย์ไม่ได้มีเพียงการพัฒนาแบตเตอรี่ เทคโนโลยี หรือดึงดูดการลงทุน
แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบนโยบายอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและยังรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน การจัดการผลกระทบต่อพื้นที่และทรัพยากรจากการลงทุนใหม่ การออกแบบ Social Safety Net และระบบ Reskill ให้แก่แรงงานในอุตสาหกรรมเดิม ตลอดจนสร้างกลไกช่วยให้ SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานเดิมสามารถนำองค์ความรู้และศักยภาพที่มีไปต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

ผศ. ดร.ธันยพร มองว่า สังคมศาสตร์ยังสามารถช่วยออกแบบธรรมาภิบาลและกติกาของระบบอุตสาหกรรมใหม่
ให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ เสนอให้ปรับระบบ อววน. ควบคู่กัน ทั้งการทำให้นักสังคมศาสตร์เข้าใจโจทย์การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมมากขึ้น เปิดโอกาสให้ข้อเสนองานวิจัยด้านสังคมศาสตร์เข้าถึงทุนด้านนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น และปรับการประเมินคุณค่างานวิจัยจากการเน้นผลเชิงพาณิชย์ ประสิทธิภาพ หรือผลิตภาพเพียงอย่างเดียวไปสู่การพิจารณา การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างโอกาสใหม่ และการทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมที่ไม่เพียงแข่งขันได้ แต่เป็นระบบที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมสร้าง เข้าถึง และได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรม

ด้าน ดร.วิมลมาศ ศรีจำเริญ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง การสร้างความเป็นธรรมด้านสถาบันและ
ธรรมาภิบาลว่า จำเป็นต้องเริ่มจากการทบทวนว่าสถาบันและนโยบายสาธารณะกำลังสร้างความเป็นธรรม “ให้ใคร”
และประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่สถาบันสร้างขึ้นได้มากน้อยเพียงใด การออกแบบนโยบายต้องไม่มองสังคมเสมือนระบบกลไกที่ดำเนินไปตามแบบแผนเดียวกัน แต่ต้องตระหนักว่านโยบายถูกนำไปใช้กับ “มนุษย์” ซึ่งมีพฤติกรรม ความรู้สึก และเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน Governance จึงไม่ควรถูกจำกัดความเพียงเรื่องธรรมาภิบาล
แต่ควรครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ระบบนิเวศ กระบวนการ กลไก การประเมินผล ตลอดจนการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development : L&D) เพื่อให้สถาบันและระบบนโยบายสามารถเรียนรู้และปรับตัวให้เท่าทันต่อบริบทและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ดร.วิมลมาศ ย้ำถึงหัวใจสำคัญของการออกแบบนโยบายที่เป็นธรรม คือ การรู้จัก เข้าใจ และเสริมพลังให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ก่อนเปิดให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยยกระดับจากเพียง Participation ไปสู่ Meaningful Engagement ที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อการกำหนดทิศทางและการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน สถาบันควรเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับไปสู่การดำเนินงานเชิงรุก ผ่านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการบริหารความเสี่ยง เพื่อคาดการณ์และป้องกันผลกระทบก่อนเกิดปัญหา รวมถึงเปิดพื้นที่สำหรับการทำงานแบบสหวิทยาการ ให้แต่ละศาสตร์มองเห็นคุณค่าและบทบาท ที่สามารถเสริมซึ่งกันและกันในการแก้โจทย์สังคมที่ซับซ้อน ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์การบูรณาการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ร่วมกับศาสตร์อื่นเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและครอบคลุม

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการยกระดับตัวชี้วัด ข้อมูล และการประเมินผลให้เป็นเครื่องมือของธรรมาภิบาล โดยตัวชี้วัดต้องสะท้อนประสิทธิผล ผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการรายงานเพียงกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณ การเปิดเผยข้อมูลควรสามารถตอบคำถามได้ว่า “สังคมได้รับอะไรจากการดำเนินงาน” และสะท้อนผลกระทบทางสังคม (social impact) ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ รวมถึงการส่งเสริม Evaluation Research และวัฒนธรรมการเรียนรู้จากผลการดำเนินงาน เพื่อนำบทเรียนจากทั้งสิ่งที่ได้ผลและไม่ได้ผลกลับมาปรับปรุงการทำงานของสถาบันและการออกแบบนโยบายอย่างต่อเนื่อง

นายพสพล เจริญพร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนมองและตั้งคำถามต่อเรื่อง “ความเป็นธรรม” ผ่านมิติทางพื้นที่ โดยชี้ว่า โอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรม และองค์ความรู้ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ขณะที่หลายพื้นที่ยังเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสเหล่านี้ได้อย่างจำกัด ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างกลุ่มคน แต่ยังปรากฏในรูปของ ความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่อย่างแตกต่างกัน

นายพสพล เสนอว่า มหาวิทยาลัยสามารถมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรม และโอกาสในการพัฒนาออกจากศูนย์กลางไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ เนื่องจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากตั้งอยู่และทำงานร่วมกับท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน มีทั้งบุคลากร ความรู้ และความเข้าใจต่อบริบทและความต้องการของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและ “กำแพง” หลายประการที่ทำให้องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ในส่วนนี้ กระทรวง อว. และระบบ อววน. สามารถเข้ามามีบทบาทในการลดข้อจำกัดดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ เปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนอื่น ๆ ในท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ความรู้และนวัตกรรมไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่สามารถเป็นกลไกหนึ่งในการ กระจายโอกาส กระจายความเจริญ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงท้ายของเวทีเสวนาได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Reimagining University: จินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัยไทย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม”
โดยเปิดประเด็นแลกเปลี่ยนและตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยไทยว่า วันนี้มหาวิทยาลัยยังเป็นพื้นที่และโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนทุกกลุ่มจริงหรือไม่ เป็นพื้นที่เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับทุกคนหรือไม่ งานวิจัยช่วยลดความเหลื่อมล้ำจริงเพียงใด และระบบบริหารภายในมหาวิทยาลัยเองให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด และยังชี้ถึงแรงกดดันจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่ที่ผลักดันให้มหาวิทยาลัยพึ่งพาตนเอง แข่งขันสร้างหลักสูตรเพื่อดึงดูดนักศึกษา และเน้นการแข่งขันจัดอันดับและมาตรฐาน มุ่งดำเนินงานวิจัยเพื่อการตีพิมพ์มากกว่าบริการวิชาการ พร้อมตั้งคำถามว่า ผลงานเหล่านั้นย้อนกลับมาช่วยแก้ปัญหาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำได้มากน้อยเพียงใด

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เสนอแนวทางสำคัญในการฟื้นและปรับบทบาทของมหาวิทยาลัย 5 ด้าน ได้แก่ 1) กำหนดเป้าหมายและจุดยืนของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนตามพันธกิจและจุดแข็งของตน แทนการมุ่งแข่งขันบนเส้นทาง Ranking เพียงอย่างเดียว
2) ปรับระบบประเมินอาจารย์และบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัย และให้คุณค่ากับผลงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม 3) จัดสรรทุนวิจัยและกำหนดโจทย์วิจัยที่มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม 4) ออกแบบหลักสูตรที่มุ่งแก้ปัญหาและปลูกฝังคุณค่าความเป็นธรรม โดยเชื่อมการเรียนรู้กับพื้นที่และปัญหาจริง และ
5) ก้าวออกจาก “หอคอยงาช้าง” ไปสร้างความร่วมมือและ Engagement กับชุมชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลิตบัณฑิต สร้างองค์ความรู้ และแก้ปัญหาสังคม

การจินตนาภาพใหม่ของมหาวิทยาลัย จึงไม่ใช่การทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่คือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละสถาบันกำหนดความเป็นเลิศในแบบของตนเอง และเชื่อมพันธกิจด้านการศึกษา วิจัย และบริการสังคมเข้ากับโจทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการขยายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ หลักสูตรในอนาคตจึงควรยืดหยุ่นและเป็นสหวิทยาการ เชื่อมองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถเปิด ปรับ หรือยุติ ได้ตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน พร้อมกับ Reskill และ Upskill บุคลากรมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง

ท่านสามารถรับชมย้อนหลังเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ได้ที่ https://www.nxpo.or.th/All_Policy_dialogue_2026  

ท่านสามารถรับชมแผนภาพสรุปประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาเชิงนโยบาย ได้ที่ https://www.nxpo.or.th/visual_note_policy_dialogue_2026

เรื่องล่าสุด