messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » รมว.อว. “ยศชนัน” ดันกลไก UHC ยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หนุนตั้ง UHC Consortium ผนึกกำลังมหาวิทยาลัย-เอกชน ร่วมทุนดัน Deep Tech ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศรายได้สูง

รมว.อว. “ยศชนัน” ดันกลไก UHC ยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หนุนตั้ง UHC Consortium ผนึกกำลังมหาวิทยาลัย-เอกชน ร่วมทุนดัน Deep Tech ขับเคลื่อนไทยสู่ประเทศรายได้สูง

วันที่เผยแพร่ 18 กรกฎาคม 2026 70 Views

(17 กรกฎาคม 2569) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมด้วยกลไกนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัย (University Holding Company: UHC) ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สอวช. โดยมี ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวมอบนโยบายการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์โดยกลไก UHC มีผู้เข้าร่วมการประชุม ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการขับเคลื่อน UHC ว่า มหาวิทยาลัยไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้สร้างองค์ความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และในการจัดตั้ง UHC ไม่ควรมองเพียงว่าเป็น “บริษัทของมหาวิทยาลัย” แต่คือ “National Innovation Commercialization Platform” หรือเครื่องยนต์หลักในการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจไทย จากการทำงานวิจัยหรือสิ่งตีพิมพ์สู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนได้ด้วยเศรษฐกิจนวัตกรรม โดยเป้าหมายในปี ค.ศ. 2030 คือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการสนับสนุนการสร้างสตาร์ทอัพ Spin-off บริษัทที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech Company) สร้าง IP Portfolio รวมถึงการร่วมลงทุน และสร้างพันธมิตรในระดับโลก

UHC จะมีบทบาทใหม่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1. IP Holding การรวบรวมทรัพย์สินทางปัญญา 2. Startup Builder การสร้างธุรกิจจาก Lab 3. Deep Tech Commercialization การแปลงงานวิจัยขั้นสูงเป็นบริษัท 4. Venture Builder การถือหุ้นเพื่อสร้างมูลค่า 5. National Investment Platform การดึงดูดทุน VC/Corporate 6. Industry Platform การเชื่อมต่อบริษัทขนาดใหญ่ และ 7. Global Expansion การขยายสู่ตลาดโลก โดย ศ. ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงการเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะสร้างผลกระทบในระดับชาติใน 7 สาขาเศรษฐกิจหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1. เกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูง 2. ยานยนต์แห่งอนาคต 3. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล 4. ยาและสุขภาพ 5. การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ 6. การค้า และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภารกิจที่สำคัญของภาครัฐคือการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเติบโตได้เร็วที่สุด ทั้งในส่วนการปรับกฎหมายให้มหาวิทยาลัยลงทุนและถือหุ้นได้คล่องตัวยิ่งขึ้น การสนับสนุน IP เป็นทุนและมาตรฐานในการประเมินมูลค่า การสร้างแรงจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ร่วมลงทุน การพัฒนาผู้บริหาร Tech Transfer และ VC รวมถึงการเชื่อมโยงงานวิจัย การจัดซื้อจัดจ้าง และการมีกลไกเชิงนโยบายที่เปิดพื้นที่ให้ทดลองภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น (Regulatory Sandbox)

ศ. ดร.ยศชนัน ยังได้วางแนวทางแผนที่นำทางในปี ค.ศ. 2026-2030 เริ่มตั้งแต่การจัดตั้ง UHC ในทุกมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม จากนั้นพัฒนา Pipeline ของ Spin-off และสร้างเครือข่ายนักลงทุน ยกระดับการระดมทุน VC ภาคเอกชน ขยายการลงทุน ทำให้เกิดระบบนิเวศผลิตบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ

“มหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 ต้องวัดความสำเร็จจากการสร้างบริษัทเทคโนโลยี สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ UHC คือสะพานเชื่อมองค์ความรู้สู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวถึงสถานการณ์การดำเนินงาน UHC และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นมาว่า UHC เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ใน 5 มหาวิทยาลัย แต่ในขณะนั้นยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ชัดเจน ทำให้ยังมีความไม่มั่นใจในบางแง่ของการดำเนินงาน ต่อมาในปี พ.ศ. 2566 สอวช. ได้จัดทำ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566” เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและความไม่ชัดเจนด้านกฎหมาย ทำให้ในปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC ขึ้นใหม่จำนวนมาก รวมแล้ว 13 แห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมมากกว่า 500 ล้านบาท และมีธุรกิจได้รับการสนับสนุนมากกว่า 110 บริษัท โดยมหาวิทยาลัยได้มีการปรับแก้ระเบียบภายในรองรับให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ดร.สุรชัย กล่าวถึงความท้าทายปัจจุบันของ UHC ประกอบด้วย 1. เงินทุนและกลไกการลงทุน 2. การบริหารและความสามารถทางธุรกิจ 3. การบูรณาการและการสนับสนุนเชิงระบบ และ 4. คุณภาพและความพร้อมเชิงพาณิชย์ของผลงานวิจัย โดย สอวช. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ 5 ข้อเสนอ ได้แก่ 1. พัฒนากลไกการลงทุนเพื่อ Deep Tech ออกแบบกลไกการลงทุนที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับวงจรชีวิตของธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อให้ UHC เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investor) ได้จริง 2. เสริมระบบบริหาร UHC แบบมืออาชีพ ยกระดับ UHC ให้เป็นองค์กรเชิงธุรกิจ ด้วยทีมงานประจำที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน การเงิน การพัฒนาธุรกิจ และการบริการทรัพย์สินทางปัญญา 3. สร้างกลไกบูรณาการ UHC กับระบบนิเวศ เชื่อม UHC กับนักลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลาด และห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม 4. สร้าง Pipeline งานวิจัยสู่การลงทุนและ Spin-off คัดกรองและพัฒนางานวิจัยที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ระยะต้น เพื่อเพิ่ม Pipeline เทคโนโลยีคุณภาพที่พร้อมต่อยอดสู่การลงทุนและการจัดตั้ง Spin-off และ 5. ปรับปรุงระเบียบปลดล็อกข้อจำกัดด้านการดำรงตำแหน่ง แก้ไขระเบียบเพื่อสร้างความชัดเจนและปลดล็อกข้อจำกัดด้านการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในบริษัทร่วมทุนและ UHC

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอกลไกรัฐ-เอกชน ร่วมลงทุน Deep Tech ผ่าน UHC Consortium ให้เกิดการลงทุนร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกันเองและภาคเอกชน มีการแบ่งปันทรัพยากรของแต่ละมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อน UHC ลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือในการระดมทุนจากนักลงทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยทุกมหาวิทยาลัยต่างเห็นด้วยกับแนวทางการจัดตั้ง UHC Consortium และหลายมหาวิทยาลัยได้แบ่งปันประสบการณ์การจัดตั้ง UHC ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน ที่จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่มีแผนจะจัดตั้ง UHC ต่อไป ซึ่ง สอวช. จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ดึงหน่วยงานให้ทุนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานร่วมกัน รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างระบบนิเวศของ UHC ที่ทำให้มหาวิทยาลัยเกิดความคล่องตัว และสามารถสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพไปพร้อมกับการขับเคลื่อนธุรกิจที่สร้างผลกระทบให้กับประเทศได้จริง

“หวังว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในปลายทางจะสร้างให้เกิด New Growth Engine ใหม่ สร้างอาชีพใหม่ให้กับคนทำงานด้าน Deep Tech ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนอยากเข้ามาอยู่ มีระบบนิเวศที่ดี และในอีก 2-3 ปี เราจะมองเห็นสตาร์ทอัพมากขึ้น มีต่างชาติเข้ามาลงทุน สร้างให้เกิดบรรยากาศของประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากสถานศึกษาไปเป็นหน่วยบ่มเพาะสตาร์ทอัพ ที่จะสร้างให้บรรยากาศการทำวิจัยในประเทศให้ดีขึ้นตามไปด้วย” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องล่าสุด