messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » Policy Dialogue #2: สอวช. เปิดเวที Policy Dialogue ชู “สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์-ศิลปกรรมศาสตร์” ฐานสำคัญออกแบบนโยบายประเทศ รับมือโลกผันผวน Climate Change AI และสังคมสูงวัย

Policy Dialogue #2: สอวช. เปิดเวที Policy Dialogue ชู “สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์-ศิลปกรรมศาสตร์” ฐานสำคัญออกแบบนโยบายประเทศ รับมือโลกผันผวน Climate Change AI และสังคมสูงวัย

วันที่เผยแพร่ 29 มิถุนายน 2026 65 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ Social Science Policy Design for Uncertain Futures: การออกแบบนโยบายสังคมศาสตร์ภายใต้ความไม่แน่นอนของระบบโลก เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ Creative Zone สอวช. และผ่านระบบออนไลน์ ดำเนินรายการ โดย อาจารย์พสพล เจริญพร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนเริ่มการเสวนา ผู้เข้าร่วมได้รับชมการบรรเลงดนตรีจากวง The Unusual String Quartet ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข นำวงมาร่วมบรรเลงเพื่อสร้างบรรยากาศและเติมเต็มมิติทางศิลปวัฒนธรรมให้กับเวทีเสวนา

การประชุมในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) โดยมุ่งยกระดับบทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ในการออกแบบนโยบายที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในการจัดเวทีครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ทิศทางของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในการกำหนดอนาคตประเทศไทย จากประเด็นดังกล่าว นำมาสู่คำถามสำคัญของเวทีในวันนี้ว่า องค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อรับมือกับโลกที่มีความผันผวน ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ความท้าทายมีความเชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ การกำหนดนโยบายของประเทศจึงไม่อาจพึ่งพาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงมิติเดียว หากแต่ต้องบูรณาการองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจผู้คน สังคม วัฒนธรรม และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อันจะนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืน นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างแท้จริง

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา สอวช. เติบโตมาจากรากฐานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้งานส่วนใหญ่เน้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเราเชื่อมั่นว่า การกำหนดนโยบายที่จะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง ต้องผสานองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน เพราะหากต้องการออกแบบนโยบายที่เหมาะสม เราจำเป็นต้องเข้าใจทั้งประเทศและโลกไปพร้อมกัน

เวทีครั้งนี้มีการนำเสนอมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมการอภิปรายในประเด็นเชิงนโยบาย เพื่อรวบรวมข้อเสนอไปใช้ประกอบการพัฒนานโยบายของประเทศ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า คนที่จะสร้างนวัตกรรมได้ต้องมี 3 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ มีจินตนาการ กล้าคิดต่าง และสามารถปรับตัวได้ พร้อมเสนอให้ประเทศไทยสร้างระบบการเรียนรู้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Learning) การเรียนรู้จากต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง (Comparative Learning) การสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน (Collaborative Learning) และการเรียนรู้ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Learning) เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่ยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรอันล้ำค่า แต่ยังนำมาต่อยอดสร้างคุณค่าได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยศิลปะและมนุษยศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน มีการนำทุนทางวัฒนธรรมมาตีความและสร้างสรรค์ใหม่ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของชาติ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องสร้าง Originality หรือความเป็นต้นฉบับของตนเอง ไม่ใช่เพียงการลอกเลียนแบบ เพราะศิลปะไม่ใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ความคิดสร้างสรรค์ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นวัตกรรมไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการลงทุนกับคน พร้อมเสนอให้ประเทศไทยเรียนรู้จากต่างประเทศอย่างลึกซึ้ง เข้าใจบริบทและบทเรียนที่แท้จริง รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังควรศึกษาทั้งประโยชน์และผลกระทบของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงประเมินผลกระทบของนวัตกรรมต่อชุมชนและวัฒนธรรม เพื่อนำบทเรียนมาพัฒนานโยบายในระยะยาว

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เสนอว่า ภาครัฐควรปรับบทบาทจาก “ผู้ดำเนินการ” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะประเด็นของผู้หญิง กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ ปรับกฎระเบียบ และส่งเสริมกลไกนวัตกรรมทางสังคม เช่น Social Innovation และ Social Impact Fund เป็นต้น เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน โดยชี้ว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางธรรมชาติ แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร สุขภาพ และการพัฒนาสังคม จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศาสตร์สาขาอื่น ๆ เพื่อออกแบบนโยบายที่สามารถรับมือกับความซับซ้อนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมสูงวัย วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI ซึ่งจำเป็นต้องสร้าง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ให้กับสังคม ควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม พร้อมยกระดับบทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ให้เป็นฐานองค์ความรู้สำคัญในการออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในอนาคตมนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ในระบบวิจัยไทย ให้ได้รับการยอมรับในฐานะศาสตร์ที่มีคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่เพียงศาสตร์สนับสนุน พร้อมปรับระบบทุนวิจัยและกระบวนการประเมินผลงานให้เอื้อต่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ และส่งเสริมการบูรณาการข้ามศาสตร์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Key Messages

“การออกแบบนโยบายสำหรับโลกที่ไม่แน่นอน ต้องเริ่มจากการเข้าใจ “มนุษย์” ไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยี” และต้องอาศัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เป็นฐานในการสร้างนโยบายที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว”

  • การออกแบบนโยบายในโลกที่ไม่แน่นอน ต้องเริ่มจากความเข้าใจ “มนุษย์ สังคม และคุณค่า” ควบคู่กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เป็นรากฐานสำคัญของการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของสังคม
  • นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานองค์ความรู้ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยควรลงทุนกับงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและการกำหนดนโยบายในระยะยาว
  • การพัฒนาประเทศควรให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาส การลดความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
  • การเรียนรู้แห่งอนาคตต้องอาศัยการแข่งขัน การเปรียบเทียบ การร่วมมือ เทคโนโลยีดิจิทัล และความยั่งยืนควบคู่กัน ประเทศไทยควรสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ปรับตัวได้ และเข้าใจบริบททางสังคม มากกว่าการผลิตแรงงานตามรูปแบบเดิม
  • ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น Facilitator เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบายสังคมที่ตอบโจทย์อนาคต

สามารถรับชมย้อนหลังเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ครั้งที่ 2 ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=PflE8fsgASQ&list=PLM3khkE3VDxc&index=2

เรื่องล่าสุด