สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนา “Research Synergy เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ


ดร.สุรชัย ได้นำเสนอภาพรวมของระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในฐานะกลไกสำคัญของประเทศที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมักตั้งคำถามว่างานวิจัยจำนวนมากยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หรือเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศมีการพัฒนาที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านการกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย กลไกกองทุนวิจัย การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ และการเชื่อมโยงงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ภาคธุรกิจ และสังคมได้มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงสำคัญของการจัดทำแผนระดับชาติและแผนด้านการวิจัยหลายฉบับที่เริ่มขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ ร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 – 2575 ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะเสาหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเสาหลักด้านการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. และ สอวช. อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบนโยบาย อววน. พ.ศ. 2571 – 2575 รวมถึงหน่วยงานให้ทุน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ต่างอยู่ระหว่างการจัดทำแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2571 – 2575 ระยะ 5 ปีเช่นกัน และในปีนี้จะมีกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ที่จะผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ ถือได้ว่าเป็นจังหวะสำคัญในการปรับระบบวิจัยของประเทศให้มีทิศทางชัดเจนขึ้น

ดร.สุรชัย ยังฉายภาพให้เห็นว่าการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัย “ระบบนิเวศใหม่” ที่มีทั้งงานวิจัย นวัตกรรม มาตรฐาน เครื่องมือทางการเงิน กลไกเชิงนโยบาย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นตัวสนับสนุนสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทความยั่งยืนที่ Non-Tariff Barriers หรือ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี จะมีบทบาทและความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทย ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อเงื่อนไขใหม่ของการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก
หนึ่งในเครื่องมือที่ สอวช. ได้ผลักดัน คือ Green Enterprise Indicator หรือ GEI ที่ร่วมพัฒนากับสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้เป็นมาตรฐานระดับชาติ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผู้ประกอบการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อช่วยประเมินศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการไทยในการเปลี่ยนผ่านสีเขียว สามารถเชื่อมโยงไปสู่โอกาสทางธุรกิจ ตลาด และแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งในเวทีเสวนา ผู้แทนภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงความพร้อมในการนำ GEI ของ สอวช. ไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวทางที่จะพัฒนาความร่วมมือต่อยอดร่วมกับ สอวช. ในระยะต่อไป อาทิ การพัฒนา GEI Plus เพื่อยกระดับเครื่องมือตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในการทำงานเชิงพื้นที่ สอวช. ได้ขับเคลื่อน Saraburi Sandbox เป็นพื้นที่ต้นแบบในการทดลองนโยบาย อาทิ นวัตกรรมการจัดการของเสียตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

สอวช. ได้พยายามนำงานวิจัยไปสนับสนุนและขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย สอวช. จัดทำข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย อววน. พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งได้ผ่านมติจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1. กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570 – 2575 2. แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และ 3. แผนงาน Net Zero Campus เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพื้นที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ทดลองนวัตกรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่รองรับการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย กล่าวถึงการจัดทำร่างกรอบนโยบายด้าน อววน. พ.ศ. 2571 – 2575 ว่า สอวช. ได้ปรับแนวทางการจัดทำกรอบนโยบายใหม่ โดยประยุกต์ใช้แนวทาง Mission-Oriented Innovation Policy หรือ MOIP ที่มุ่งกำหนด “โจทย์ประเทศ” เป็นแกนหลัก เนื่องจากปัญหาสำคัญของประเทศมีความซับซ้อน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้แนวทางแบบ Policy Mix หรือการผสมผสานเครื่องมือนโยบายหลายด้าน ตั้งแต่ทุนวิจัย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ การบูรณาการการทำงานของหลายภาคส่วน ไปจนถึงการพัฒนากำลังคน เพื่อให้การวิจัยและนวัตกรรมสามารถเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม ได้เสนอแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับกระทรวง อว. ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนหรือกลไกสนับสนุนร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์อุตสาหกรรม การพัฒนากลไก In-licensing สำหรับเทคโนโลยีที่ต้องจัดซื้อสิทธิ์การใช้เทคโนโลยี ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการปรับตัวสู่เทคโนโลยี 4.0 ผ่านการสำรวจความต้องการและช่องว่างของภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะตรงความต้องการ และการยกระดับทักษะกำลังคนในตลาดแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill

ก่อนจบการเสวนา ดร.สุรชัย ได้กล่าวถึง กลไกสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง คือการทำให้งานวิจัยตอบโจทย์ประเทศและความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง โดยภาควิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ต้องร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปต่อยอดเชิงนโยบายและใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย ทั้ง Higher Education Sandbox เพื่อทดลองหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์ทักษะอนาคตได้รวดเร็วขึ้น และ Innovation Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่สามารถทดสอบและนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและอาจติดข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือกฎระเบียบ เช่น ยานยนต์ไร้คนขับ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการกฎระเบียบจากหลายกระทรวง
การเข้าร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สอวช. ในการเชื่อมโยงนโยบาย อววน. งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ภาคธุรกิจ และพื้นที่ทดลอง ให้เข้ากับความต้องการของประเทศ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และกติกาโลกใหม่ ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย และขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน