messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ปักหมุดเปลี่ยนผ่านระบบอาหารประเทศสู่ Plant-Rich Diets เดินหน้าจัดเต็มดึงผู้ผลิต ผู้บริโภค พร้อมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ดันไทยก้าวสู่ระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

สอวช. ปักหมุดเปลี่ยนผ่านระบบอาหารประเทศสู่ Plant-Rich Diets เดินหน้าจัดเต็มดึงผู้ผลิต ผู้บริโภค พร้อมสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ดันไทยก้าวสู่ระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

วันที่เผยแพร่ 16 มิถุนายน 2026 6 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตและโปรตีนทางเลือกของภูมิภาค ผ่านโครงการ “Accelerating Thailand’s Protein Transition: Advancing Plant-Rich Diets for a Sustainable Future” โดยใช้แนวคิดการพัฒนาเชิงระบบ (Systems Approach) เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิต การตลาด การบริโภค และระบบสนับสนุน เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่อุดมไปด้วยพืช หรือ Plant-Rich Diet เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย

นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจนวัตกรรม สอวช. เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2569–2578 ซึ่งตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยกำหนดให้อุตสาหกรรม “อาหารอนาคต (Future Food)” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารอนาคตให้ได้ 500,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2570

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนของโลก ด้วยจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบทางการเกษตร ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ รวมถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะครัวของโลก ที่ผ่านมา สอวช. ได้ขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารอนาคตและโปรตีนทางเลือกอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่าการส่งเสริมเฉพาะด้านอุปทานหรือการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อการผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดและการยอมรับของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องขยายมุมมองไปสู่การสร้างอุปสงค์ควบคู่กันไป” นางสาวสิรินยา กล่าว

สอวช. เริ่มทดลองนำร่องขับเคลื่อนจากภายในหน่วยงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในการประชุมของหน่วยงานให้ได้ไม่น้อยกว่า 30% โดยพบทั้งโอกาสและความท้าทาย ทั้งในประเด็นด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และความกังวลเกี่ยวกับอาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Food: UPF) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภคควบคู่กันไป

ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฯ สอวช. กล่าวอีกว่า ในมิติด้านอุปทาน สอวช. ได้ผลักดันประเด็น Protein Diversification เข้าสู่แผนพัฒนาอาหารอนาคตและเกษตรยั่งยืน ภายใต้กรอบนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภานโยบายฯ ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 มีวัตถุประสงค์ให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสำคัญในระดับสูงจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. และนำไปสู่การลงทุนวิจัยพัฒนาโปรตีนทางเลือกตลอดซัพพลายเชนตั้งแต่วัตถุดิบ การสกัดโปรตีน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นอกจากการผลักดันนโยบายวิจัยแล้ว สอวช. ยังร่วมกับ Good Food Institute (GFI) พัฒนากลยุทธ์หรือทิศทางการวิจัยและพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกโดยพิจารณาจากฐานความเข้มแข็งของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอด้านฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับประเทศ เช่น การคัดเลือกและจัดทำคลังข้อมูลโปรตีนพืช (Plant Protein Library), คลังข้อมูลจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่ผลิตโปรตีนได้หรือผลิตอาหารเลี้ยงเชื้อได้ (Local Microbial Library) และคลังเซลล์ปศุสัตว์สำหรับการขึ้นรูปโปรตีนเพาะเลี้ยง (Indigenous Cell Line Library) ตลอดจนผลักดันแนวคิด Research Consortium เพื่อเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ให้ร่วมกันพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

ในด้านกำลังคน สอวช. และ GFI เห็นตรงกันว่า ไทยยังขาดทักษะเฉพาะที่จำเป็นต่อการขยายผลสู่อุตสาหกรรม เช่น bioprocess engineer ผู้เชี่ยวชาญด้าน bioreactor, precision fermentation, extrusion, rheology, flavor development, sensory science รวมถึงกฎระเบียบและความปลอดภัยอาหาร จึงควรเร่งพัฒนาโปรแกรม re-skill/up-skill เฉพาะทาง ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และออกแบบหลักสูตรแบบ industry-led ผ่านกลไก sandbox หรือ joint degree เพื่อสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรม alternative protein ในระยะยาว

นอกจากการผลักดันในส่วนของของนโยบายวิจัยแล้ว ในส่วนของต้นน้ำ สอวช. ยังได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน “ปฏิญญาถั่วเหลือง” เพื่อเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศให้ได้ 100,000 ตันต่อปี ผ่านการขยายพื้นที่ปลูก การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์คุณภาพ โดยเริ่มดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 3 คลัสเตอร์ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และกำแพงเพชร ทั้งนี้ ถั่วเหลืองนับเป็นพืชโปรตีนคุณภาพสูงซึ่งจะกลายมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนจากพืชของไทย ซึ่งปัจจุบันไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ามาโดยตลอด ความร่วมมือนี้จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบโปรตีนทางเลือกให้กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

ในส่วนของการสนับสนุนผู้ผลิต สอวช ได้ร่วมกับ Tailored Food และ Food Innopolis สำรวจความปัญหา อุปสรรค และความต้องการของผู้ประกอบการแพลนต์เบสโปรตีน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการจัดตั้ง Thailand Plant-Based Coalition ที่จะเป็นศูนย์รวมบริการสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยีและตลาด และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมโปรตีนจากพืชของไทยต่อไป

“สอวช. มองว่า การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนระบบอาหารได้ หากไม่มีตลาดรองรับและผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้จริง ดังนั้น การสร้างอุปสงค์จึงครอบคลุมมากกว่าผู้บริโภคปลายทาง แต่รวมถึงผู้จัดจำหน่าย ร้านค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการอาหาร มหาวิทยาลัย และองค์กรที่มีการจัดซื้ออาหารจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดว่าผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงทางเลือก Plant-Rich ได้มากน้อยเพียงใด” นางสาวสิรินยา ตั้งข้อสังเกต

การสำรวจความต้องการของตลาด การจัดเวทีหารือ การจัดทำฐานข้อมูลผู้ซื้อ–ผู้ขาย รวมถึงการจัดกิจกรรม Plant-Rich Business Matching จึงเป็นกิจกรรมที่ สอวช. มีความตั้งใจริเริ่มขึ้น เพื่อพัฒนากลไกเชื่อมโยงผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อาหาร  และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากพืชได้พบกับผู้ประกอบการอาหาร ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการอาหารโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการขยายตลาดในอนาคต

นางสาวสิรินยา กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการผลักดันเครือข่าย “Plant 30% Leaders Club” เพื่อเชิญชวนองค์กรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ร่วมเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ในรูปแบบเมนู อาหารจัดเลี้ยง บริการอาหาร หรือพื้นที่จำหน่ายสินค้า เพื่อทำให้ Plant-Rich กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันในมิติการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรมสอวช. ได้ผลักดันให้เกิดทั้งการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากำลังคน การสื่อสารสาธารณะ ตลอดจนการผลักดันเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

“อีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่ได้รับการตอบรับที่ดีในการขับเคลื่อน Plant-Rich Diet คือ สอวช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พัฒนาหลักสูตร Train the Trainer ด้าน Plant-Rich Diet เพื่อสร้างเชฟ นักโภชนาการ ผู้ประกอบการ และนักสื่อสารด้านอาหารรุ่นใหม่ที่สามารถออกแบบเมนูจากพืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย และตอบโจทย์ความยั่งยืน พร้อมกันนี้ ยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน Plant-Rich Diet เข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา อาทิ หลักสูตร Green Solutions for Future Living ของมหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-Based ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย” นางสาวสิรินยา กล่าว

สำหรับในด้านนโยบาย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฯ สอวช. กล่าวย้ำว่า สอวช. ทำหน้าที่เชื่อมโยงและสื่อสารกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ Plant-Rich Diet เป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติ ทั้งในมิติสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ในระดับโลก สอวช. โดย รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้เข้าร่วม Country Roundtable on Protein Diversification: Coalition Building Strategy Session ในการประชุมเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดกลยุทธ์และสร้างพันธมิตรด้านการสร้างความหลากหลายทางโปรตีนร่วมกับประเทศอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจในเวทีเจรจาระดับโลก โดยมุ่งหวังให้การบริโภคโปรตีนทางเลือกได้ถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศต่อไป

ดังนั้น การขับเคลื่อน Plant-Rich Diet จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมอาหารจากพืช แต่คือการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารทั้งระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ นโยบาย ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

“การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากขาดการดำเนินงานแบบเป็นระบบและมองให้รอบทุกมิติ สอวช. จึงให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่เป็น System Integrator หรือผู้เชื่อมโยงระบบอาหาร Plant-Rich Diet ของประเทศ ที่ทำงานครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งฝั่ง Supply ตั้งแต่วัตถุดิบ งานวิจัย และนวัตกรรมอาหาร ฝั่ง Demand ตั้งแต่ตลาด ผู้ซื้อ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้บริโภค ตลอดจน Enabling Ecosystem ที่ทำหน้าที่เสริมแรงผ่านการพัฒนานโยบาย หลักสูตร กำลังคน องค์ความรู้ และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” นางสาวสิรินยา กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องล่าสุด