messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ในฐานะผู้แทนประเทศไทยถ่ายทอดวิสัยทัศน์การพัฒนากำลังคนขั้นสูง ทักษะและการจ้างงานแห่งอนาคตบนเวที BIMSTEC เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค ณ สาธารณรัฐอินเดีย

สอวช. ในฐานะผู้แทนประเทศไทยถ่ายทอดวิสัยทัศน์การพัฒนากำลังคนขั้นสูง ทักษะและการจ้างงานแห่งอนาคตบนเวที BIMSTEC เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค ณ สาธารณรัฐอินเดีย

วันที่เผยแพร่ 10 มิถุนายน 2026 208 Views

ดร.สุนทรี นามลิวัลย์ ผู้เชี่ยวชาญนโยบายอาวุโส ฝ่ายนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยร่วมบรรยายและเสวนาในหัวข้อ “Skill Development and Employability in BIMSTEC Region” ภายใต้หัวข้อหลัก Education, Human Development and Future Workforce พร้อมด้วยนางสาวกมลทิพย์ อยู่เจริญสุข นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักแผนงาน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ซึ่งเข้าร่วมนำเสนอนโยบายและแผนในหัวข้อ “Enhancing Multimodal Transport Connectivity across BIMSTEC Nations” ภายใต้หัวข้อหลัก Connectivity for Regional Integration ในการประชุมนานาชาติ International Conference on “Strengthening BIMSTEC’s Role in Connectivity, Culture and Cooperation” จัดโดย Dr. Babasaheb Ambedkar Open University  กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอินเดีย รัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐอินเดีย และสำนักงานเลขาธิการบิมสเทค ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 ณ เมืองอัห์มดาบาด รัฐคุชราต สาธารณรัฐอินเดีย

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือบิมสเทค (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC) โดยผู้แทนประเทศไทยได้รับการสนับสนุนการเข้าร่วมจากสาธารณรัฐอินเดีย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย ประจำประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการเชื่อมโยง เศรษฐกิจ การค้า การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

ในการนี้ ดร.สุนทรี ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ นโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศไทยในการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต โดยเริ่มจากการนำเสนอภาพรวมโครงสร้างระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่ง สอวช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนขั้นสูงและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ผู้แทนประเทศไทยเน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะ (skill development) และการสร้างความสามารถในการมีงานทำ (employability) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสำคัญในด้านการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายเชิงระบบที่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐและภาคเอกชน  เพื่อทำให้การพัฒนากำลังคนสอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้บริบทของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล (digital technologies) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (data analytics) ระบบอัตโนมัติ (automation) เทคโนโลยีการประมวลผลขั้นสูง (advanced computing technologies) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (climate adaptation and green transition) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (demographic change) ผู้แทนไทยได้นำเสนอปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของกำลังคนในอนาคต 3 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต 2. การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และ 3. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างนโยบายและกลไกสำคัญที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนขั้นสูง อาทิ การส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่การปฏิบัติงานจริง (Work-Integrated Learning) การพัฒนารูปแบบการศึกษาใหม่ผ่านความริเริ่ม Higher Education Sandbox ระบบ National Credit Bank ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน และ STEMPlus แพลตฟอร์มระดับชาติสำหรับการพัฒนากำลังคนทักษะสูงซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมและผู้เรียน เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนขั้นสูง (high-skilled workforce development) การฝึกอบรม (training opportunities) การจับคู่ตำแหน่งงาน (job matching) และการสร้างความร่วมมือด้านกำลังคนอย่างเป็นระบบ (engagement within a common ecosystem)

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้แทนประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายด้านการพัฒนาทักษะ การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เป็นประเด็นร่วมที่ประเทศสมาชิกบิมสเทคกำลังเผชิญ จึงควรใช้โอกาสดังกล่าวในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพกำลังคนเพื่อความพร้อมสู่โลกการทำงานยุคใหม่ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในอุตสาหกรรมเดิมที่ยังคงมีศักยภาพและความสำคัญในทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงอันจะทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค

การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการร่วมผลักดันวาระการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในระดับภูมิภาค ตลอดจนการสนับสนุนความร่วมมือภายใต้กรอบบิมสเทคเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคอย่างยั่งยืน ในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งบิมสเทคซึ่งกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2570 โดยจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษตลอดปี

ทั้งนี้ บิมสเทคถือกำเนิดขึ้นจากปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โดยมีไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และราชอาณาจักรไทย โดยมีสาขาความร่วมมือ 7 สาขา ได้แก่ 1. การค้า การลงทุน และการพัฒนา 2. สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. ความมั่นคง 4. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 5. การติดต่อระหว่างประชาชน
6. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 7. ความเชื่อมโยง

Tags: #BIMSTEC

เรื่องล่าสุด