
ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเปิดงานประชุม Climate Talk 2026 ระหว่างสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศไทย จัดโดย สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำกรุงเทพฯ และหอการค้าเยอรมัน-ไทย เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเยอรมนีและไทย และร่วมดำเนินการรายการเสวนา ภายใต้หัวข้อ From Waste to Value : Circular Economy Driving Climate Protection and Business Opportunities ซึ่งผู้เข้าร่วมงานมาจากภาครัฐ ภาคการศึกษาทั้งส่วนวิจัยและอุดมศึกษา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ประเทศ ร่วมอภิปรายประเด็นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเงินสีเขียว รวมทั้งสร้างเครือข่ายประเด็นเหล่านี้ ณ โรงแรม เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร
การจัดงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Dr. Ernst Wolfgang Reichel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันประจำประเทศไทย กล่าวเปิดประชุม โดยกล่าวว่าประเทศไทยต้องมีการประเมินด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประทศไทยมีทั้งเทคโนโลยีพลังงานความร้อน ลม น้ำ ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในการพัฒนาด้านพลังงานสำคัญได้ อาทิ Green Hydrogen อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสถานีอัดประจุชาร์จไฟของบริษัทสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีความก้าวหน้าอย่างมาก และยินดีที่จะสนับสนุนประเทศไทยได้ รวมถึงการทำ Smart Grid ในระดับโรงงาน เป็นต้น


สำหรับช่วงการเสวนาในเวทีแรกคือหัวข้อ From Waste to Value : Circular Economy Driving Climate Protection and Business Opportunities มีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายสิริชัย เต็มภูมิสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของบริษัท โอริกซ์ สเตนเลส (ประเทศไทย) Mr.Tobias Fabian Huinink Business Director Asia ALBA Group Asia Dr. Stephane Bertaux Regional Sustainability Manager Asia&Head of Brand Owner Collaboration, Southeast Asia Siegwerk (Thailand) รศ. ดร.กรรณิการ์ ความสวัสดิ์ นักวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ศรวณีย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ภายใต้การเสวนานี้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจากความแตกต่างของลักษณะหน่วยงานและประเภทอุตสาหกรรม ซึ่งมีมุมมองที่ตรงกันคือการพัฒนาระบบนิเวศให้เกิดการขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างกลไกอื่น ๆ ที่สำคัญต่อไป โดยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่เป็นอุปสรรคและการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง


