สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมพิธีเปิดหลักสูตร “การออกแบบอาหารที่อุดมด้วยพืช (Plant-Rich Diet) เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน” (Plant – Rich Food Design for Health and Sustainability) เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ณ โรงแรมสวนดุสิตเพลส มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยมีคณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เรียนเข้าร่วมด้วย
หลักสูตรดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สอวช. และโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่สำคัญในด้านการออกแบบและการปรุงอาหารแบบ Plant-Rich Diet อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อขยายผลสู่ภาคการศึกษา สังคม และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในมิติของสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนของสังคม การอบรมจัดในรูปแบบ Bootcamp รวมระยะเวลา 105 ชั่วโมง (อบรมทฤษฎี 15 ชั่วโมง และปฏิบัติ 90 ชั่วโมง) ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรุงเทพฯ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ตรง

นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. กล่าวว่า ระบบอาหารโลกและประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากรูปแบบการผลิตและบริโภคแบบเดิม ไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของอาหารในมิติที่กว้างกว่ารสชาติ แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย
อาหารที่อุดมด้วยพืช หรือ Plant – Rich Diet ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรค NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมากกว่า 400,000 รายต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งการรับประทานพืชผักให้พลังงาน (Calories) ต่ำกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน ช่วยลดภาวะโรคอ้วน และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซที่สำคัญของประเทศ
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC คาดการณ์ว่าหากประชากรโลกปรับมาทานอาหารตามแนวทาง “Healthy Diets” เช่น Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่ากับ 0.7 – 8.0 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ภายในปี 2050

ในเชิงศักยภาพ ประเทศไทย มีจุดแข็งเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ ความสามารถของผู้ประกอบการ และฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่ง รวมถึงภาพลักษณ์ “ครัวของโลก” ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางโปรตีนที่ยั่งยืนในระดับโลกได้ในอนาคต
จากศักยภาพดังกล่าว สอวช. ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- การต่อยอดอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยการสร้างกลไกบริษัทธุรกิจเกษตร สนับสนุนการแปรรูปขั้นต้น, ดึงดูดการลงทุนโปรตีนขั้นสูง ทั้งใน-นอกประเทศ
- การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและอร่อย เช่น Blended Product or Less Process โดยให้ความสำคัญกับการนำพืชท้องถิ่นและพืชที่เป็นอัตลักษณ์ของไทยมาใช้
- การขยายตลาด โดยโปรโมทวัตถุดิบและสูตรอาหารท้องถิ่น เป็น Soft Power รวมถึงสร้างความตระหนักด้วยการให้ความรู้และสร้างช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารและโปรตีนจากพืชให้ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ในระยะ 2 ปีนี้ สอวช. ร่วมกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่อุดมด้วยพืชใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างเครือข่ายผู้ซื้อ–ผู้จำหน่าย (Buyer–Supplier Network) 2. การผลักดันนโยบายร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และ 3. การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Plant-Rich Leaders) จำนวน 15 ราย เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่สังคม
นางสาวสิรินยา กล่าวทิ้งท้ายว่า หลักสูตรดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา ผู้ถ่ายทอดความรู้ (Trainer) ที่มีความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านวิชาการ ระบบอาหาร และบริบททางสังคม รวมถึงมีทักษะในการสื่อสารและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย
จากนั้นมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “หลักโภชนาการและการกำหนดอาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์” โดย พันเอกหญิง ดร.กรกต วีรเธียร นายกสมาคมนักกำหนดอาหาร และการบรรยายในหัวข้อ “เวชศาสตร์วิถีชีวิต : อาหารที่อุดมด้วยพืชเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน” โดย ดร. พญ.ไปรยาภัค สกุลวทัญญู อาจารย์แพทย์ ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล


