
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำเสนอข้อมูลบริบทประเทศไทยและเข้าร่วมเสวนาการประชุมเต็มคณะระดับสูง (High Level Plenary) ในงานประชุม Asia Pacific Roundtable for Sustainable Consumption and Production 2026 International Conference (18 th APRSCP) จัดโดย The Institute for Circular Economy Development (ICED), Asia-Pacific Roundtable for Sustainable Consumption and Production (APRSCP), the Ministry of Industry and Trade of Viet Nam (MOIT), Vietnam National University Ho Chi Minh City (VNU-HCM), Institute for Circular Economy Development (ICED), Viet Nam Centre for the Fourth Industrial Revolution, SWITCH-Asia, Institute for Global Environmental Strategies (IGES), Thailand Sustainable Consumption and Production Network, Groups ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้แทนภาคธุรกิจจากประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีบทบาทในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับทิศทางใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยคาร์บอน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ โดยพิจารณาทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนานวัตกรรมทางสังคมผ่านความร่วมมือ ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการและภาครัฐ 2) การกำหนดสาระสำคัญด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในยุคหลังเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Post-SDGs Era) และ 3) การกำหนดประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างประเทศอาเซียนกับประชาคมโลก

ดร.ศรวณีย์ กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายกลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเอกชน หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ และแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน โดยประเทศไทยกำลังประยุกต์ใช้แนวคิดนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจ (Mission-Oriented Innovation Policy: MOIP) เพื่อกำหนดทิศทางกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในปี พ.ศ. 2571 – 2575
สอวช. เชื่อว่าการพัฒนานโยบายไม่ควรเริ่มต้นและสิ้นสุดลงเพียงแค่การจัดทำเอกสารนโยบาย จึงได้มีการพัฒนาโครงการริเริ่มหลายโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในรูปแบบที่ไม่ใช่ในรูปแบบเดิม ๆ (Intervention) โดยเริ่มจากการระบุความท้าทายระดับชาติ สร้างความร่วมมือ พัฒนามาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริงในระยะเวลาอันสั้นและผลกระทบสูง และนำบทเรียนที่ได้ปรับใช้ประกอบการพัฒนานโยบาย โดยได้ยกตัวอย่างสิ่งที่ดำเนินการ อาทิ โครงการพัฒนาร่างต้นแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนานวัตกรรมการจัดการของเสียตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox) ภายใต้ความร่วมมือของ สอวช. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และจังหวัดสระบุรี เพื่อยกระดับตาลเดี่ยวโมเดล ในมิติเครือข่าย ด้านเทคโนโลยี ด้านสังคม และด้านการบริหารจัดการของเสีย นำไปสู่การพัฒนาร่างต้นแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อตรวจสอบย้อนกลับการไหลของของเสีย (Waste Flow) พร้อมทั้งเห็นมูลค่าของการแลกเปลี่ยนวัสดุระหว่างผู้เล่นที่แตกต่างกัน และการติดตามตรวจสอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งระบบ Digital Platform นี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สร้างความโปร่งใสของข้อมูล พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบย้อนกลับทั้งมิติรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วัสดุที่นำกลับผลิตใหม่ อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อน Saraburi Sandbox ในระดับนโยบาย พื้นที่ และชุมชนต่อไป และภายในงานยังได้ยกตัวอย่างการพัฒนามาตรฐานตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprises Indicator: GEI) ภายใต้ความร่วมมือของ สอวช. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อให้สามารถสนับสนุนความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SMEs ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งยังทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สามารถวัดผลได้ และมีความเป็นไปได้ในทางการเงิน

ระบบนวัตกรรมแห่งชาติไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยแยกตัวออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน

ทั้งนี้ นโยบายจะช่วยกำหนดทิศทาง วิทยาศาสตร์จะสร้างหลักฐาน เทคโนโลยีจะช่วยส่งมอบแนวทางแก้ไขปัญหา ภาคธุรกิจจะสร้างตลาด และการเงินจะสนับสนุนการลงทุน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริง คือ “ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ”
สอวช. จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นกลไกเชื่อมโยงนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ภาคธุรกิจ และการเงิน ผ่านการกำหนดภารกิจร่วม การทดลองโครงการในพื้นที่ การพัฒนาตัวชี้วัดผู้ประกอบการสีเขียว และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม


