messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. จับมือ สภาอุตสาหกรรมฯ เสริมแกร่งผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทย ยกระดับสู่การแข่งขันในตลาดโลก

สอวช. จับมือ สภาอุตสาหกรรมฯ เสริมแกร่งผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทย ยกระดับสู่การแข่งขันในตลาดโลก

วันที่เผยแพร่ 28 กันยายน 2026 6 Views

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน และ ดร. นตพร จันทร์วราสุทธิ์ นักยุทธศาสตร์ 3 สอวช.และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)นำโดย นายพิตติพัตน์ มั่นบุปผชาติ ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร นางสรวงระวี คุณธนกาญจน์ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change และ นางสาวลัดดาวัลย์ ราชุรัชต ผู้อำนวยการสถาบันอุตสาหกรรมเกษตรเข้าร่วมการประชุมหารือกรอบแนวทางความร่วมมือระหว่าง สอวช. และสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร ส.อ.ท.ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สอวช.

สถาบันอุตสาหกรรมเกษตร ส.อ.ท. นำเสนอนโยบาย “The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I” วางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เชื่อมโยงโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมกับนโยบาย วิจัยและนวัตกรรม เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์ 5I ซึ่งเป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันในระดับโลกได้ระยะยาว

รศ.วงกต กล่าวว่า สอวช. ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลและโจทย์จากภาคส่วนต่าง ๆ มาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเชื่อมโยงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับหน่วยงานด้านการวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสามารถต่อยอดขยายผลในระดับประเทศได้

การหารือครั้งนี้ มุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การขับเคลื่อน Green Enterprise Indicator (GEI) ที่เป็นมาตรฐานการตรวจสอบและการรับรองแห่งชาติ (มตช.) ไปสู่การต่อยอดและใช้ประโยชน์ โดยให้ GEI เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะและยกระดับด้านความยั่งยืนของตนเองอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์และการเข้าถึง Green Finance และ 2. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกากตะกอน (Digestate) และถ่านชีวภาพ (Biochar) ภายใต้แนวคิด End-of-Waste และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ดร.ศรวณีย์ กล่าวว่า GEI ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะด้านความยั่งยืนของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ก่อนยกระดับไปสู่มาตรฐานหรือข้อกำหนดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องลงทุน ซึ่งผู้ประกอบการบางรายไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอและกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไปได้ หัวใจสำคัญคือ การทำให้ผู้ประกอบการเห็นสถานะของตนเอง สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินกับข้อมูลเดิม และนำไปกำหนดแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในเชิงกลยุทธ์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Green Transformation ให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินตนเองที่เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง และสามารถนำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับกลไกสนับสนุนต่าง ๆ ได้ โดย GEI มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดสำคัญด้านความยั่งยืน อาทิ Environmental Social and Governance (ESG), Life Cycle Assessment (LCA) และ Circular Economy (CE) รวมถึงการเพิ่มมิติด้านนวัตกรรมเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยนำนวัตกรรมมาใช้มากยิ่งขึ้น การประเมินนี้จะสะท้อนทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและธรรมาภิบาล รวมถึงการใช้ทรัพยากรและความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ

ดังนั้น GEI จึงมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือกลาง” ในการเชื่อมโยงการประเมินสถานประกอบการเข้ากับมาตรการสนับสนุน ทั้งสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุน การยอมรับในห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องใช้ supplier scope 3 และโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสีเขียว

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการหารือ คือนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Digestate ซึ่งเป็นกากตะกอนและน้ำหมักที่เหลือจากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ และนวัตกรรม Biochar เป็นถ่านชีวภาพจากชีวมวลการเกษตร ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรและการปรับปรุงดิน ภายใต้แนวคิด Circular Economy ที่มุ่งเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเสียที่ต้องกำจัด” ไปสู่ “ทรัพยากรหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่า”

ปัจจุบันมีการนำวัสดุเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรอยู่แล้วในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมาย การรับรอง และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้การใช้ประโยชน์และการขยายผลเชิงพาณิชย์ยังต้องดำเนินการเป็นรายกรณี ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว

การยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียวจำเป็นต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แยกส่วนระหว่างการประเมินมาตรฐาน การสนับสนุนเงินทุน การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างตลาด แต่ควรเชื่อมโยงกลไกต่าง ๆ ตั้งแต่การประเมินตนเองของผู้ประกอบการ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุน การยอมรับในห่วงโซ่อุปทาน การขยายผลเชิงพาณิชย์

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่ประชุมเห็นความสำคัญของการคัดเลือกกรณีนำร่องจากสาขาที่มีความพร้อม มีตลาดรองรับ และสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนามาตรฐานที่น่าเชื่อถือ และการออกแบบมาตรการจูงใจที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมเป็นฐานในการติดตามและประเมินผล เพื่อปรับปรุงกลไกให้เหมาะสมก่อนขยายผลไปยังอุตสาหกรรมกลุ่มอื่นต่อไป

ความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ ส.อ.ท. จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้าน อววน. เข้ากับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวสู่ Green Transformation และ Circular Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรองรับทิศทางการค้าและตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เรื่องล่าสุด