messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ »  สอวช. จับมือ มจธ. ผนึกภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยี รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

 สอวช. จับมือ มจธ. ผนึกภาครัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยี รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

วันที่เผยแพร่ 23 กรกฎาคม 2026 6 Views

(22 กรกฎาคม 69) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดงานสัมมนา “การพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย” เพื่อระดมความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอย่างเป็นระบบ ณ ห้อง GMI ออดิทอเรียม ชั้น 5 อาคารบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม (GMI) มจธ. โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน รวม 91 คน

รศ.ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดี มจธ. กล่าวถึงบทบาทของ มจธ. ที่มุ่งขับเคลื่อนบทบาทการเป็น “มหาวิทยาลัยที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม” หรือ Impactful University โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมมาใช้ยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนา “กำลังคนคุณภาพ” ที่มีสมรรถนะ ทักษะแห่งอนาคต ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย มจธ. ดำเนินการพัฒนากำลังคน และถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การผลิตและพัฒนากำลังคน ผ่านการ Reskill Upskill และ New Skill โดยเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) ซึ่งเป้าหมายไม่เพียงแต่เฉพาะจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรเดิม ลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถต่อยอดธุรกิจสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ด้านพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบควบคุมอัจฉริยะ วัสดุ และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึง การบริการวิชาการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การร่วมมือครั้งนี้ ระหว่าง มจธ. กับ สอวช. ภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างมั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน กระบวนการผลิต การจ้างงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลกต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังคน เทคโนโลยี นวัตกรรม มาตรฐาน และนโยบาย เพื่อรักษาฐานการผลิต และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งนี้ สอวช. มีบทบาทในการเชื่อมโยงการดำเนินงานตั้งแต่นโยบาย การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงการนำไปใช้จริง หรือ “Policy – Research – Technology – Implementation” ผ่านการรับฟังความคิดเห็นเชิงนโยบาย การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ การทดลองใช้งานจริง และการนำข้อมูลที่ได้กลับมาพัฒนาข้อเสนอมาตรการสนับสนุนของประเทศ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกำลังคน พัฒนาผู้ประกอบการไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.คมกฤตย์ ชมสุวรรณ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มจธ. กล่าวถึงผลการศึกษา “โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” โดยนำเสนอผลการวิเคราะห์ความต้องการกำลังคน ไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา พร้อมทั้งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเสนอให้ สอวช. พิจารณานำข้อมูลดังกล่าวจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาและผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ระบุถึงโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาทั้งในระดับอาชีวะและอุดมศึกษาที่มีความแตกต่างกันระหว่างสายวิศวกรรมเครื่องกลและไฟฟ้า รวมถึงความสำคัญของทักษะที่จำเป็น 7 ด้าน เช่น ระบบแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์จำนวนบุคลากรและหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งและข้อจำกัด โดยเฉพาะความต้องการด้านเทคโนโลยีการทดสอบและการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) ที่ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต้นน้ำของประเทศต่อไป ในช่วงท้ายได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำเป็นแผนที่นำทางในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.ธนาคาร วงษ์ดีไทย ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายระบบคมนาคมแห่งอนาคต สอวช. ได้นำเสนอหัวข้อ “นโยบายด้าน อววน. ในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงของไทย” ถ่ายทอดบทบาทของระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงของประเทศ ผ่านการพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพในการออกแบบ ผลิต ประกอบ และให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ การทดลองใช้งานจริง การจัดเก็บข้อมูลสมรรถนะ และการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “EV Conversion ไม่ใช่เพียงการดัดแปลงรถยนต์สันดาปให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง EV Ecosystem ของประเทศไทยจาก การซื้อเทคโนโลยี สู่ การสร้างเทคโนโลยีของประเทศ” โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนรถที่ดัดแปลงเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสร้างวิศวกรไทย ผู้ประกอบการไทย ห่วงโซ่มูลค่าไทย มาตรฐานไทย ห้องปฏิบัติการไทย และองค์ความรู้ของประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ ผู้พัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีของตนเอง” ได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานสัมมนายังมี พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ “โครงการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion)” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานนท์ สุขละมัย คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มจธ. เป็นหัวหน้าโครงการ ทั้งนี้ หน่วยงานเอกชนที่ร่วมลงนามจะร่วมมือในการสนับสนุนการเก็บข้อมูลการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านสมรรถนะ ความน่าเชื่อถือ การใช้พลังงาน ต้นทุนการดำเนินงาน การบำรุงรักษา ความปลอดภัย และข้อจำกัดในการใช้งานภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยผลการศึกษาจะถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะและใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย นอกจากนี้ โครงการยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้าน EV Conversion เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME จำนวน 20 บริษัท ผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมการออกแบบ การประกอบและติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า การตรวจสอบความปลอดภัย การทดสอบ และการซ่อมบำรุง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน EV Conversion ที่มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้จริง

สำหรับการเสวนาหัวข้อ “EV Conversion : จากต้นแบบสู่การขยายผลเชิงอุตสาหกรรม” ซึ่งดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานนท์ สุขละมัย และ ดร.วุฒิพร เสือเมือง ได้เปิดพื้นที่ให้มีแลกเปลี่ยนมุมมองแนวทางการพัฒนา และโอกาสในการต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคม และภาคเอกชนเข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างรอบด้าน โดยมีประเด็นสำคัญจากการนำเสนอของผู้ร่วมเสวนาและจากผู้เข้าร่วมงาน ดังนี้

นายสุธัมมะ ธรรมศักดิ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” กล่าวถึงบทบาทของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งกำหนดเป้าหมายการผลิต ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง หรือ EV Conversion จำนวน 40,000 คัน เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยแนวทางขับเคลื่อนของประเทศที่ผ่านมาเน้นการสร้างอุปสงค์ผ่านมาตรการ EV3 และ EV3.5 ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบ มาตรฐาน และการจัดการซากแบตเตอรี่ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการร่าง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการผลักดันเป้าหมายของยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้มีความต่อเนื่องเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมองภาพอุตสาหกรรมกว้างขึ้นไม่จำกัดเฉพาะ BEV แต่รวมถึงรถ Hybrid และ Software Defined Vehicle และการทำให้ประโยชน์ตกกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยมากขึ้น ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนำร่อง และการใช้รถสาธารณะเป็นพื้นที่เริ่มต้น

ผศ. ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี กรรมการและนายทะเบียน สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงไทย (ECAT) นำเสนอหัวข้อ “สถานภาพและศักยภาพของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง” โดยกลุ่มรถที่มีศักยภาพสูงสำหรับ EV Conversion คือ รถกระบะ 1 ตัน ที่มีอายุเกิน 7–10 ปี รวมถึงรถขนส่งในเมือง หรือ City Logistics ที่มีระยะวิ่งประมาณ 200–300 กิโลเมตรต่อวัน ตลอดจนรถสองแถวและรถบริการนักท่องเที่ยว ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานชัดเจนและสามารถคำนวณความคุ้มค่าได้ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จุดคุ้มทุนของ EV Conversion จะอยู่ที่การใช้งานประมาณ 40,000 กิโลเมตรต่อปี และหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง อาจคืนทุนได้ภายใน 3 ปี ซึ่งมีโอกาสอีกมากในตลาดเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างด้านมาตรฐาน โดยควรพัฒนามาตรฐานร่วม เช่น CAN bus, Battery Passport และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่น

นายอนุสรณ์ เผด็จศึก รองประธานบริษัท อีวิชั่น พาวเวอร์สตรีม จำกัด นำเสนอหัวข้อ “โอกาสของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง” อธิบายแรงจูงใจทางธุรกิจของ EV Conversion ว่าเกิดจากความต้องการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษา ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่ง โดยต้นทุนดังกล่าวอาจคิดเป็น 60–70% ของต้นทุนการดำเนินงาน จุดเด่นของรถดัดแปลงคือมีราคาต่ำกว่ารถบรรทุกไฟฟ้าใหม่มาก โดยรถดัดแปลงมีต้นทุนที่ถูกกว่ารถบรรทุกไฟฟ้าใหม่ อีกทั้งยังสามารถใช้โครงสร้างรถเดิมและระบบอะไหล่ที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ นอกจากนี้ การดัดแปลงรถแบรนด์ญี่ปุ่น เช่น Hino หรือ Isuzu ยังช่วยให้เกิดการยอมรับในโรงงานญี่ปุ่นได้ง่ายกว่าการนำรถแบรนด์ใหม่จากจีนเข้าไปใช้งาน และยังได้รับความคิดเห็นจาก นายจิตรกร เผด็จศึกPresident บริษัท อีวิชั่น พาวเวอร์สตรีม จำกัด ที่เสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขยายสถานีชาร์จให้เพียงพอ และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ EV ให้ชัดเจน เช่น การใช้ไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงกลางวัน รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับ SME ในด้านบุคลากร และชี้ว่าการซ่อมบำรุงรถกำลังเปลี่ยนจากการซ่อมเชิงกลแบบเดิม เช่น การถอดเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไปสู่การซ่อมด้วยคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และระบบวิเคราะห์ข้อมูล จึงจำเป็นต้องยกระดับทักษะของช่างและอู่ให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

ด้าน นายเจนณรงค์ มีสมพงษ์ ผู้จัดการแผนกศูนย์ซ่อมบำรุงรถ บริษัท ทีพีไอ คอนกรีต จำกัด นำเสนอหัวข้อ “การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อธุรกิจ” นำเสนอประสบการณ์การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถใช้งานเชิงพาณิชย์เดิมมาปรับเป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ลดต้นทุนพลังงาน และพบว่า EV Conversion มีความเหมาะสมในการใช้งานในระดับฟลีตการขนส่งขนาดใหญ่ โดยภาคเอกชนมีความพร้อมและมีความสนใจในการเพิ่มการลงทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและขยายผลการใช้งานจริง หากภาครัฐสามารถจัดทำมาตรฐาน ระบบตรวจรับรอง การจดทะเบียน และแนวทางด้านภาษี/สิทธิประโยชน์ ให้มีความง่าย ลดค่าใช้จ่าย ชัดเจน และเป็นระบบ

ดร.สุระ ลาภทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟอาร์ เทค จำกัด นำเสนอหัวข้อ “การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง” การพัฒนาเทคโนโลยีไทย โดยเฉพาะการพัฒนา VCU หรือ Vehicle Control Unit ขึ้นเอง เพื่อลดต้นทุนค่าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ และเพิ่มความสามารถในการสื่อสารกับชิ้นส่วนและอุปกรณ์จากหลายแหล่ง โดยเฉพาะชิ้นส่วนจากจีน นอกจากนี้ องค์ความรู้จากการดัดแปลงรถยังสามารถต่อยอดไปสู่ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่เดิมทั้งหมด สะท้อนว่า EV Conversion ไม่ได้เป็นเพียงการดัดแปลงรถ แต่ยังเป็นฐานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้า พลังงาน และระบบควบคุมของไทยในระยะยาว

นายณัฐพล เฉยเผือก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ประชาสัมพันธ์มาตรการสนับสนุนของ พพ. ซึ่งมีโครงการเงินทุนอุดหนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึง EV Conversion โดยสนับสนุนได้ประมาณ 20–30% และมีเพดานสูงสุดประมาณ 2 ล้านบาทต่อราย มาตรการนี้สามารถเป็นกลไกช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นและจูงใจให้ผู้ประกอบการเริ่มลงทุนในรถดัดแปลงไฟฟ้าได้มากขึ้น

นายภูวดล เขียวศรี กองโรงงานช่างกล กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการทดลองใช้ EV Conversion ในภาครัฐ โดย กทม. อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทาง Pilot Fleet และพยายามผลักดันงบประมาณผ่านกลไก พ.ร.บ. เงินกู้ เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงในหน่วยงานรัฐ แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของภาครัฐในฐานะผู้ใช้งานนำร่อง ซึ่งสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงเริ่มต้น และสร้างข้อมูลการใช้งานจริงให้กับตลาด

นายปริพัตร บูรณสิน นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงไทย ให้มุมมองเชิงกลยุทธ์ว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการเป็นฐานการพัฒนา EV Conversion เพราะประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางประเทศไม่ได้ส่งเสริมการดัดแปลงรถเดิมในประเทศของตนอย่างจริงจัง หรือมีข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงอาจเป็นช่องว่างให้ไทยสร้างความเชี่ยวชาญและสร้าง Success Story ในตลาดนี้ได้ อีกประเด็นสำคัญคือ ไทยมีศักยภาพด้าน Power Electronics และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถเริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนป้อนตลาด EV Conversion ก่อน แล้วจึงต่อยอดไปสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหลักในอนาคต แนวคิดนี้ทำให้ EV Conversion เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างขีดความสามารถเทคโนโลยีและซัพพลายเชนภายในประเทศ

ปิดท้ายด้าย ดร.ธนาคาร ที่ให้มุมมองเกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาครัฐเร่งส่งเสริม EV Conversion ได้ คือ “ข้อมูล” หากมีข้อมูลการใช้งานจริงที่พิสูจน์ได้ว่าปลอดภัย ภาครัฐจะสามารถผลักดันมาตรการสนับสนุนเพื่อการขยายผลในวงกว้างได้มากขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือ กลุ่มผู้ใช้งานนำร่อง เพื่อให้เกิดผู้นำในอุตสาหกรรม สร้างฐานข้อมูลจริง สะสมองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากร เมื่อมีกลุ่มผู้นำที่ประสบความสำเร็จแล้ว จะสามารถใช้เป็นต้นแบบให้ SME และอู่ดัดแปลงรายอื่นเรียนรู้และลดความเสี่ยงในการลงทุน และภาครัฐควรนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ โดยยกระดับมาตรฐานและการกำกับดูแลให้สูงขึ้น เพื่อให้การส่งเสริม EV Conversion เป็นตัวอย่างที่ดี มีความปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ การสนับสนุนให้ประเด็น EV Conversion ถูกบรรจุไว้ใน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นเรื่องที่สำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายและทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

การเสวนาฯ ครั้งนี้ สะท้อนว่า EV Conversion เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ได้แก่ รถเก่า ฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ซัพพลายเชนแบรนด์ญี่ปุ่น อู่ซ่อมรถ และบุคลากรด้านเทคนิค เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และระบบควบคุม แม้จำนวนรถ EV Conversion ในประเทศไทยในปัจจุบัน มีจำนวนสะสมรวม 280 คัน (พ.ร.บ. รถยนต์ 177 คัน และ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก 103 คัน) ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายในปี 2573 ที่ตั้งเอาไว้จำนวน 40,000 คัน ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แต่ภาคเอกชนได้เริ่มพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่า 50% ในบางกรณี และการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมโดยฝีมือคนไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนชิ้นส่วนนำเข้า การขาดกลไกสนับสนุนทางการเงินและภาษี มาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องชัดเจนขึ้น และกระบวนการจดทะเบียนที่ยังล่าช้าและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเบื้องต้น คือ ภาครัฐควรเร่งสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ได้แก่ เงินสนับสนุนและการลดภาษี โดยอย่างน้อยภาษีของชิ้นส่วนนำเข้าที่จะใช้ในการทำยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงควรจะเท่ากับชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อผลิตรถใหม่, การมีมาตรฐานและการรับรอง, Pilot Fleets, โครงสร้างพื้นฐานชาร์จ, Open CAN Protocol, การพัฒนาบุคลากร, และฐานข้อมูลการใช้งานจริง เพื่อให้ EV Conversion ไม่ใช่เพียงการดัดแปลงรถรายคัน แต่เป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และบุคลากรของประเทศในระยะยาว

นอกจากงานสัมมนาแล้ว ในงานยังมีการจัดแสดงยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ โดยมีการนำรถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์มาแสดง เช่น รถหัวลากไฟฟ้าดัดแปลง 1 คัน รถกระบะไฟฟ้าดัดแปลง 3 คัน และ รถตู้ไฟฟ้าดัดแปลง 1 คัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี EV Conversion และความเป็นไปได้ในการยกระดับจากต้นแบบสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง และการนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายผลในอนาคต

เรื่องล่าสุด