messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. แชร์แนวคิดการประเมินและการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ยกระดับนักบริหารงานวิจัยมืออาชีพ หนุนขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

สอวช. แชร์แนวคิดการประเมินและการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ยกระดับนักบริหารงานวิจัยมืออาชีพ หนุนขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

วันที่เผยแพร่ 15 กรกฎาคม 2026 11 Views

รองศาสตราจารย์วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้แทนผู้อำนวยการ สอวช. เข้าร่วมเป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในการจัดอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาธรรมาภิบาลและจริยธรรมสำหรับนักบริหารงานวิจัยมืออาชีพ (วธว.) รุ่นที่ 1 จัดโดย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การประเมินและการตัดสินใจบนฐานเชิงประจักษ์สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรม” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องภูวนาถประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า อาคารจอดรถชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมเป็นนักบริหารงานวิจัยและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิจัย สังกัด วช. จำนวน 50 คน

หลักสูตร วธว. เกิดขึ้นจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระปกเกล้าและ วช. โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับบุคลากรให้มีสมรรถนะสูง ทั้งในด้านการบริหารทุน การกำกับดูแลจริยธรรม และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง มุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้าง “นักบริหารงานวิจัยมืออาชีพ” ให้มีความรู้ ทักษะ และกรอบคิดที่จำเป็นต่อการบริหารงานวิจัย ขับเคลื่อนระบบวิจัยของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ในการบรรยาย รศ.วงกต ได้ชี้ให้เห็นถึงบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเผชิญกับ “Mega Trends” เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่งบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด แต่ความต้องการของประเทศกลับเพิ่มขึ้น มุมมองในการบริหารทุนวิจัยจึงต้องเปลี่ยนไปสู่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) โดยมีแนวคิดหลักคือ “ทุกบาทของงบประมาณวิจัย คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ” คำถามสำคัญสำหรับการพิจารณาโครงการจึงไม่ใช่เพียงโครงการนี้ดีหรือไม่ แต่ต้องมองลึกไปถึงว่า โครงการใดควรได้รับการลงทุนก่อน เพื่อสร้างผลกระทบสูงสุดต่อประเทศ

นอกจากนี้ การตัดสินใจที่ดีต้องอาศัยแนวคิด “Evidence-informed Decision Making” ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างหลักฐานเชิงประจักษ์ ดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญ หลักธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence) ที่ดีนั้น จะต้องมีคุณลักษณะ 6 ประการ ได้แก่ 1. เชื่อถือได้ (Reliable) 2. เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังตัดสินใจ (Relevant) 3. มีความถูกต้องตามหลักวิชาการ (Valid) 4. เป็นข้อมูลที่ทันสมัย (Timely) 5. มีข้อมูลเพียงพอ (Sufficient) และ 6. สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง (Actionable) ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ “ตัดสินใจแทน” แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้บริหารงานวิจัย “ตัดสินใจได้ดีขึ้น”

รูปแบบกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษและการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่มุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงที่ 1 การบรรยายทางทฤษฎี โดย รศ.วงกต และช่วงที่ 2 กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนตามโจทย์และรูปแบบที่ได้รับมอบหมาย โดยฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สอวช. กิจกรรมเวิร์กชอปได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการตั้งคำถามสำคัญสู่การตัดสินใจลงทุนวิจัย หรือ “6 RIGHTs” ประกอบด้วย RIGHT Problem: โจทย์วิจัยนี้สำคัญจริงหรือไม่ และประเทศมีปัญหาเรื่องนี้จริงหรือไม่ RIGHT Solution: แนวทางวิจัยตอบโจทย์หรือไม่ RIGHT Team: ทีมวิจัยมีความพร้อมด้านบุคลากรและเครือข่ายหรือไม่ RIGHT Investment: การลงทุนมีความคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ RIGHT Governance: มีความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมหรือไม่ RIGHT Impact: โครงการสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่คาดหวังได้หรือไม่

ในช่วงท้ายของการอบรม รศ.วงกต ได้ฝากข้อคิดสำคัญ 7 ประการ สำหรับนักบริหารงานวิจัยเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงาน ได้แก่ 1. Evidence มาก่อน Opinion 2. Impact มาก่อน Output 3. Portfolio สำคัญกว่า Project 4. Learning สำคัญกว่า Reporting 5. Governance มาก่อน Funding 6. Evidence ต้องใช้ได้จริง และ 7. ทุกการตัดสินใจ คือ การลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมทักษะให้นักบริหารงานวิจัยสามารถใช้ข้อมูลและเกณฑ์ที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ จัดทำข้อเสนอ และสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหารทุนวิจัยได้อย่างรอบคอบและมีเหตุผล นับเป็นการสนับสนุนกลไกการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็ง พร้อมรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

เรื่องล่าสุด