messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » กระทรวง อว. โดย สอวช. จับมือมหิดล–UNESCAP เปิดเวที Carbon Neutrality Campus 2026 ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero “ดร.สุรชัย” ชี้ ความต้องการแรงงานสีเขียวพุ่งเกือบ 3 แสนคน ภายในปี 2030

กระทรวง อว. โดย สอวช. จับมือมหิดล–UNESCAP เปิดเวที Carbon Neutrality Campus 2026 ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero “ดร.สุรชัย” ชี้ ความต้องการแรงงานสีเขียวพุ่งเกือบ 3 แสนคน ภายในปี 2030

วันที่เผยแพร่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 27 Views

(9 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน สัมมนานานาชาติ 2026 Carbon Neutrality Campus Seminar ภายใต้หัวข้อ “Carbon Neutrality in Action: Regional Insights, Local Innovations – From Campus to City” ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) เพื่อผลักดันบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในฐานะแกนกลางการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือระดับโลกและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ ดร. ซังมิน นัม ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา UNESCAP

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดงานว่า การร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานนโยบายระดับประเทศ สถาบันอุดมศึกษา และองค์การสหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศทั่วโลก

ดร.สุรชัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงพันธกรณีมิติสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ นอกจากนี้ ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System: NIS) และฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ รวมถึงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ยกเป็นกลไกสำคัญในการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การลงมือทำที่เกิดผลจริงในวงกว้าง

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สอวช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สอวช. ยังทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย ภายใต้กลไกเทคโนโลยีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และเป็นหน่วยประสานงานการดำเนินงาน Technology Needs Assessment (TNA) และอยู่ในระหว่างการดำเนินการฉบับปรับแก้ไขจากฉบับแรกภายใต้การสนับสนุนของ Global Environment Facility (GEF)

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ประยุกต์บทบาทดังกล่าว สอวช. ได้ริเริ่ม โครงการ Net Zero Campus เพื่อเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเชิงระบบให้มหาวิทยาลัยสามารถแปลงจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสร้างผลกระทบในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าให้ อย่างน้อย 100 มหาวิทยาลัยจากทั้งหมด 172 มหาวิทยาลัย นำเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ไปบูรณาการในนโยบาย แผนงาน และการบริหารจัดการองค์กร พร้อมขยายผลสู่ชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

ผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องเป็น Living Laboratory ที่สามารถทดลอง พัฒนา และขยายผลนวัตกรรมด้านพลังงาน ระบบอาคาร การจัดการทรัพยากร และการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่การใช้งานจริง เมื่อมหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกันในระดับเครือข่าย จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังบรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Universities to System Change: Driving Net Zero Future” โดยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาทักษะ และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน

ดร.สุรชัย ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากำลังคนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประเทศไทยจะต้องการแรงงานในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกว่า 235,000–275,000 คน ครอบคลุมสาขาตลาดคาร์บอน ระบบ MRV ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เกษตรและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องเร่ง Reskilling–Upskilling และปรับระบบการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

เรื่องล่าสุด