messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เผยมุมมองเวที ASIA Forum 2026 หนุนไทยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ปักธงพัฒนา “วิจัย–เทคโนโลยี–กำลังคน” เสริมขีดความสามารถแข่งขัน รับเศรษฐกิจแห่งอนาคต

สอวช. เผยมุมมองเวที ASIA Forum 2026 หนุนไทยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ปักธงพัฒนา “วิจัย–เทคโนโลยี–กำลังคน” เสริมขีดความสามารถแข่งขัน รับเศรษฐกิจแห่งอนาคต

วันที่เผยแพร่ 26 สิงหาคม 2026 1 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ “Technology and Innovation Ecosystem in ASEAN” ภายในงาน ASIA Forum 2026 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association: TMA) ออกอากาศผ่านระบบออนไลน์

ดร.สิริพร กล่าวถึงวิวัฒนาการของภูมิทัศน์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในหลายสาขา อาทิ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะเดียวกันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในเอเชียก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างมาก

“เอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเอาเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง นำมาประยุกต์ใช้งานจริง และผลักดันออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การทุ่มงบประมาณด้าน R&D เพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประเทศนั้น ๆ จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมได้” ดร.สิริพร กล่าว

ดร.สิริพร กล่าวเสริมว่า ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้นำในอนาคต อย่างแรกคือ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่ละประเทศต้องเลือกและพิจารณาว่า เรามีศักยภาพสูงสุดในด้านใด และเราต้องการสร้างขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในส่วนไหน ส่วนต่อมาคือการแปลงเทคโนโลยีให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนจากงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม และส่วนสุดท้ายคือการมีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็งและเชื่อมโยงกัน เนื่องจากการสร้างนวัตกรรมในปัจจุบันต้องการมากกว่าแค่งบประมาณสนับสนุน แต่ยังต้องอาศัยกำลังคน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ภาคธุรกิจที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ออกสู่ตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงข้ามพรมแดน หากประเทศใดที่สามารถทำตามแนวทางนี้ได้ และสามารถปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบและมีความแข็งแกร่งที่สุดในการเป็นผู้นำ

สำหรับประเด็นการจัดลำดับความสำคัญของการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างกำลังคน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ดร.สิริพร กล่าวว่า ในเชิงนโยบาย คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราลงทุนในการวิจัย เทคโนโลยี และกำลังคนเป็นจำนวนเท่าใด แต่ยังต้องพิจารณาว่าควรจะลงทุนแบบใด และจะทำอย่างไรให้การลงทุนเหล่านั้นส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการวิจัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำด้านนวัตกรรม ระดับการลงทุนโดยรวมของไทยยังถือว่าไม่มาก และเนื่องจากทรัพยากรของเรามีจำกัด เราจึงต้องเลือก โดยมุ่งเน้นไปที่สาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว สาขาที่มีความต้องการในอนาคต และสาขาที่งานวิจัยสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง เพื่อผสานจุดแข็งเดิมที่มีอยู่เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เกษตรกรรมร่วมกับเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล, ภาคการผลิตร่วมกับ AI และระบบอัตโนมัติ, และการบริการทางการแพทย์ร่วมกับข้อมูลและเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ซึ่งจะสามารถยกระดับสาขาเศรษฐกิจเดิมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้

ในด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่การผลิตส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าจากต่างประเทศ เราจึงจำเป็นต้องมีการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าเทคโนโลยีใดที่ประเทศไทยควรพัฒนาเอง เทคโนโลยีใดควรร่วมพัฒนากับพันธมิตรต่างชาติ และเทคโนโลยีใดควรนำเข้า นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การผลักดันเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง จำเป็นต้องมีการสนับสนุนตลอดเส้นทาง ตั้งแต่งานวิจัยไปจนถึงตลาด

ในด้านกำลังคน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะของบัณฑิตและความต้องการของตลาดแรงงาน ในสาขาที่ขาดแคลน โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์และสาขาทางเทคนิค จำนวนนักศึกษายังเติบโตไม่ทันความต้องการจ้างงาน ผนวกกับความท้าทายต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยศาสตร์เพียงสาขาเดียว เราจึงต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานข้ามสาขาวิชาได้ ดังนั้น การศึกษาและการฝึกอบรมจึงต้องมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทั้งหลักสูตรปริญญา หลักสูตรระยะสั้น การเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน โครงการหลังปริญญาโทและเอกในภาคอุตสาหกรรม และการเคลื่อนย้ายบุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนก็จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การ Upskill Reskill และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ต้องมีความเข้มแข็งขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม

ดร.สิริพร ยังได้กล่าวถึงการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเอเชียให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยระบุว่าสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การกระจายเทคโนโลยี (Technology Diffusion) ทำให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะสามารถเข้าถึงภาคธุรกิจ ภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนได้ในจำนวนมากขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ก็จะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้

ดร.สิริพร กล่าวเพิ่มเติมว่า เอเชียมีปัจจัยพื้นฐานที่เราต้องการอยู่แล้วอย่างครบครัน ทั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่เข้มแข็ง บริษัทที่มีนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ตลาดขนาดใหญ่ และขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต แต่ความท้าทายคือการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ที่ต้องทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ใช้จริงตั้งแต่เริ่มต้น บริษัทขนาดใหญ่ ที่จะช่วยสนับสนุนขีดความสามารถด้านการผลิต และเปิดโอกาสในการทดสอบและขยายผลเทคโนโลยีใหม่ ๆ บริษัทสตาร์ทอัพ ช่วยนำเสนอแนวคิดใหม่ นวัตกรรมใหม่ ผู้ประกอบการ SME ที่เป็นส่วนใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีไปใช้ในในกลุ่ม SME จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมหาศาล ภาครัฐ ช่วยลดความเสี่ยงและเติมเต็มช่องว่างต่าง ๆ อาทิ การสนับสนุนศูนย์วิจัยและศูนย์ทดสอบร่วม โครงการนำร่อง การกำหนดมาตรฐาน การออกกฎระเบียบที่เหมาะสม นักลงทุนและสถาบันการเงิน ที่สนับสนุนเงินทุนที่จำเป็นในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไปข้างหน้า รวมถึงผู้ใช้งาน ที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจความต้องการและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง และรู้ว่าสิ่งใดที่จะสามารถใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

“ความร่วมมือในระดับภูมิภาคมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมีความเชี่ยวชาญในด้านที่แตกต่างกัน บางประเทศมีศักยภาพด้านการวิจัยสูง บางประเทศมีกำลังคน มีทุน หรือมีตลาดขนาดใหญ่ ดังนั้น แทนที่จะพยายามสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นภายในประเทศเดียว เราสามารถเชื่อมโยงขีดความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกันทั่วทั้งภูมิภาค และการทำงานร่วมกันจะช่วยให้เอเชียประสบความสำเร็จได้มากกว่าการที่แต่ละประเทศต่างคนต่างทำอย่างแน่นอน” ดร.สิริพร กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องล่าสุด