messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ประสานพลังภาคีเครือข่าย 18 หน่วยงาน พัฒนาฐานข้อมูล-ตัวชี้วัด หนุนผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมแกร่งขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

สอวช. ประสานพลังภาคีเครือข่าย 18 หน่วยงาน พัฒนาฐานข้อมูล-ตัวชี้วัด หนุนผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมแกร่งขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

วันที่เผยแพร่ 8 พฤษภาคม 2026 22 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเครือข่าย “การพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” และสมาชิกเครือข่ายฯ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1-2 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สอวช. โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ดร.สุรชัย กล่าวว่า สอวช. มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องนี้ โดยได้ความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเครือข่ายนำไปสู่การพัฒนากลไกและจัดตั้งคณะทำงานในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการพัฒนาฐานข้อมูลฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่จะไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะเชิงวิชาการ แต่จะเป็นข้อมูลที่ประเทศสามารถนำไปใช้ต่อได้ และต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติด้วย

การประชุมครั้งนี้ คณะทำงานของ สอวช. นำโดย ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สอวช. ได้สรุปความก้าวหน้าการดําเนินงานด้านตัวชี้วัด มาตรฐาน และข้อเสนอนโยบายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า ในส่วนมาตรฐานการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติสำหรับตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว Green Enterprise Indicator (GEI) สอวช. เริ่มจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายในการพัฒนาตัวชี้วัด BCG (BCG Indicator) สำหรับผู้ประกอบการกลุ่ม MSME (Micro-Small-Medium Enterprise) ในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน แต่เมื่อทดสอบกับกลุ่มนำร่องแล้ว ก็ยังมีข้อจำกัดของตัวชี้วัดที่ไม่สามารถไปดำเนินการในระดับปฏิบัติที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ จึงต้องยกระดับตัวชี้วัดดังกล่าวในระดับมาตรฐานระดับชาติเพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงการดำเนินการใช้กับเครื่องมือทางการเงินและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่าน และมีข้อมูลจากผู้ประกอบการสนับสนุนฐานข้อมูลของภาครัฐเป็นเป็นส่วนกลางต่อไป ทำให้เกิดเป็น GEI ขึ้นมา ที่เป็นตัวชี้วัดระดับมาตรฐานแห่งชาติ สร้างการเปลี่ยนผ่านในระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้วย

สำหรับแนวทางการนำมาตรฐานตัวชี้วัดไปใช้ในบริบทของประเทศไทย ในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ จะแบ่งออกเป็น ระดับริเริ่ม (Setup: S) ระดับการดำเนินการ (Execute: E) ระดับการบูรณาการ (Mature: M) และระดับการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์ (Impact: I) โดยมาตรฐานนี้กำหนดตัวชี้วัดเพื่อประเมินสมรรถนะด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่วิสาหกิจสีเขียวใช้ได้กับทุกประเภทกิจการ และสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอื่นได้

การดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการประกาศเจตนารมย์ความร่วมมือการขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจสีเขียว เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ถูกนำมาใช้ในการประเมินผู้ประกอบการจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยได้จัดพิธีมอบรางวัล BCG Award โครงการอุตสาหกรรม BCG ต้นแบบ ในงาน FTI Expo 2025 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมาและ ประยุกต์ใช้ในโครงการ “Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ดำเนินการโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ด้านข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2570-2575 สอวช. ได้เสนอต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการประชุมสภานโยบายครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสภานโยบายได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว และได้มอบหมาย สอวช. ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยพัฒนา และทำงานร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากําลังคนทักษะสูงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนตํ่า โดยรายละเอียดของข้อเสนอฯ นี้ ประกอบด้วย 3 กรอบแผนงานหลัก ได้แก่ 1. กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2570-2575 2. แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูงรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และ 3. แผนงาน Net Zero Campus พื้นที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ทดลอง Climate Innovation และรองรับการพัฒนากำลังคน ซึ่งข้อเสนอนโยบายนี้ จะเป็นส่วนเชิงโครงสร้างสนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่ายในการพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลที่สำคัญของประเทศต่อไป

ดร.ศรวณีย์ ยังได้นำเสนอประเด็นการศึกษาเชิงนโยบาย: กรอบการศึกษาแนวทางการพัฒนาหน่วยงานกลางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า โดยได้กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นของการมีหน่วยงานกลางนี้ จากมาตรการการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ห่วงโซ่อุปทานโลกและ Supply Chain Shock การปรับตัวของอุตสาหกรรมไทยภายใต้พายุภูมิรัฐศาสตร์ และมูลค่าตลาดสีเขียวและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยได้แสดงให้เห็นถึงโอกาสของเศรษฐกิจหมุนเวียนไทยในตลาดวัตถุดิบรอบสอง (Secondary Raw Material: SRM) จากการวิเคราะห์มูลค่าในตลาดของไทยพบว่า มูลค่าส่งออกสะสมช่วง 2015-2024 ของไทยอยู่ที่ 451.69 พันล้านบาท มีอัตราการเติบโต 1.16% ต่อปี ในขณะที่มูลค่านำเข้าโลกสะสมในช่วงเวลาเดียวกันของ SRM อยู่ที่ 34,371.70 พันล้านบาท เมื่อวิเคราะห์โอกาสของ SRM จะเห็นว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับความสามารถของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกขึ้นได้อีก

ดร.ศรวณีย์ ได้ยกตัวอย่างของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนระดับการไหลของวงจรทรัพยากร ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยจีนจะขับเคลื่อนในมิติเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นสร้างการเติบโตให้กับรายได้โดยรวมของประเทศก่อน จากนั้นจึงให้ความสำคัญกับการส่งออกเพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจีนมีหน่วยงานที่ช่วยดูภาพรวมเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ไทยเองจึงควรเริ่มจากการตั้งต้นเพื่อดูจุดแข็งของเราก่อนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่าง (ร่าง) หน้าที่ของหน่วยงานกลางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า ประกอบด้วย การศึกษา วิเคราะห์ ติดตามสถานการณ์และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางการค้าด้านความยั่งยืน จัดทำข้อมูลเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรเพื่อสอดคล้องกับมาตรการทางการค้าด้านยั่งยืนเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ศูนย์กลางข้อมูล LCA (Life Cycle Assessment) และ MFA (Material Flow Analysis) ของประเทศ เป็นเครื่องมือกลางในการติดตาม ตรวจสอบการไหลของวงจรในประเทศและรายได้ รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่าน

สำหรับเครือข่าย “การพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” มีสมาชิกเครือข่ายฯ ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ประกอบด้วย สอวช. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.)

เรื่องล่าสุด