messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เดินหน้าดัน “วิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย” เสนอแนวทางปฏิบัติ ปลดล็อกกฎระเบียบ เปลี่ยนความรู้-งานวิจัย–นวัตกรรม สู่ธุรกิจที่แก้ปัญหาประเทศ สร้างผลกระทบเพื่อต่อสังคมอย่างยั่งยืน

สอวช. เดินหน้าดัน “วิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย” เสนอแนวทางปฏิบัติ ปลดล็อกกฎระเบียบ เปลี่ยนความรู้-งานวิจัย–นวัตกรรม สู่ธุรกิจที่แก้ปัญหาประเทศ สร้างผลกระทบเพื่อต่อสังคมอย่างยั่งยืน

วันที่เผยแพร่ 22 กันยายน 2026 14 Views

(21 กันยายน 2569) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “คู่มือและการปรับปรุงระเบียบเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย (University Social Enterprise: USE)” ระดมผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายและกลไกสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสามารถนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมและสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สอวช. และผ่านระบบ Zoom

ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ และมีภารกิจหลักด้านการบริการวิชาการและการรับใช้สังคมอยู่แล้ว ซึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นการบริหารในเชิงธุรกิจ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และเป็นโมเดลที่ สอวช. มีความตั้งใจอยากจะผลักดันเพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของมหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการในลักษณะดังกล่าวได้ ทั้งเรื่องการปลดล็อกกฎ ระเบียบ ข้อจำกัด ระบบนิเวศ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงาน ที่จะสนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย  ซึ่งในเบื้องต้น สอวช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดทำคำนิยามและคู่มือแนวทางสำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม และร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำแนวทางการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมบทบาทธุรกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย เพื่อนำมารับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนมหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ด้วย

“สอวช. เคยผลักดันให้เกิดกลไก University Holding Company เพื่อเป็นโมเดลในการทำธุรกิจของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมาแล้ว โดยส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นการทำธุรกิจเป็นเชิงพาณิชย์ การสร้าง Deep Tech ซึ่งยังไม่ได้เน้นในเชิงสังคมมากนัก จึงเป็นที่มาที่อยากให้มหาวิทยาลัยสามารถทำธุรกิจทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมได้ และมาต่อยอดว่าในเชิงนโยบาย สอวช. สามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนและผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปปรับปรุงคู่มือ แนวทาง และข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุน University Social Enterprise ให้เหมาะสมกับบริบทของมหาวิทยาลัยไทย และช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสร้าง Impact ต่อเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนได้มากขึ้นต่อไป” ดร.สิริพร กล่าว


นางสาวสิรินพร แดงพ่วง ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย สอวช. ได้นำเสนอที่มาและความสำคัญของ University Social Enterprise University Social Enterprise หรือ USE ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย สามารถสร้างผลกระทบระดับโลกได้ โดยจากผลการศึกษาของ The State of Social Enterprise: A Review of Global Data ปี 2024 พบว่า ทั่วโลกมีจำนวนวิสาหกิจเพื่อสังคมกว่า 10 ล้านกิจการ มีการจ้างงานถึง 200 ล้านตำแหน่ง และสามารถสร้างรายได้รวมได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์/ปี แซงหน้าอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก สำหรับประเทศไทยเอง วิสาหกิจเพื่อสังคม สามารถเข้ามามีส่วนช่วยรับมือความท้าทายของไทยได้ ทั้งการจ้างงานผู้พิการ การดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ความมั่นคงทางอาหาร การแก้จน รวมถึงประเด็นเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยจากต้นแบบของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีกฎหมายที่ชื่อว่า Community Interest Company (CIC) ที่มีการสร้างนิติบุคคลรูปแบบใหม่ มีการกำหนด “Asset Lock” ให้กำไรส่วนใหญ่ต้องกลับไปสู่พันธกิจสาธารณะทำให้มหาวิทยาลัยและนักวิจัยกล้าที่จะตั้งกิจการเพื่อสังคมได้อย่างมั่นใจ ทำให้เกิด 131 วิสาหกิจเพื่อสังคม จาก กว่า 40 มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร เป็นต้น

“University Social Enterprise เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อความยั่งยืนและความคล่องตัวของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นความท้าทายของบริการวิชาการแบบเดิม โดย USE เป็นรูปแบบการให้บริการวิชาการที่มหาวิทยาลัยร่วมลงทุนหรือถือหุ้นร่วมกับภาคเอกชน/ชุมชนได้ โดยมุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ โดยหลักๆ USE จะทำให้ตัวกิจกรรมหรือบริการของมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่มาของรายได้นอกเหนือจากแหล่งที่มาของภาครัฐ ทำให้มีโครงการ มีเงินเข้ามาหมุนเวียนนำไปสู่การบริการได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงธุรกิจเพื่อสังคมจะมีรูปแบบเป็นนิติบุคคลประเภทหนึ่ง ทำให้การบริหารจัดการเป็นในเชิงธุรกิจ ทำให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น” นางสาวสิรินพร กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. ในฐานะหัวหน้าโครงการจัดทำคู่มือและแนวทางการดำเนินงานสำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัย (USE) เปิดเผยว่า มจธ. ร่วมกับ สอวช. ศึกษาโจทย์ในการจัดตั้ง USE ว่ามหาวิทยาลัยต้องมีความพร้อมอย่างไรบ้าง พร้อมได้ระบุคำนิยามว่า USE คือ กิจการที่มหาวิทยาลัยจัดตั้ง ถือหุ้น หรือร่วมลงทุน และให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพยากรของมหาวิทยาลัยไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมพร้อมทั้งสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact) อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยในเบื้องต้น มจธ. และ สอวช. ได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานสำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการจัดตั้ง USE โดยได้จัดทำเกณฑ์ตรวจสอบความพร้อมของแต่ละมหาวิทยาลัยไว้ 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1. พันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน(Clarity of Social Mission) 2. โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน (Viable Business Model) 3. ระบบนิเวศมหาวิทยาลัย(University Ecosystem) และ 4. การสนับสนุนเชิงนโยบายและความชอบธรรมเชิงสถาบัน (Policy Support and Institutional Legitimacy) เพื่อประเมินความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการก้าวสู่ USE ใน 3 ระดับ คือ 1) ระยะเริ่มต้น คือ เริ่มดำเนินกิจกรรมวิสาหกิจเพื่อสังคมแล้วโดยยังขาดความชัดเจนในเชิงธุรกิจและโครงสร้างการบริหารจัดการ อาจดำเนินงานในรูปแบบบริการวิชาการ (Academic Service) ไปก่อน 2) ระยะเปลี่ยนผ่าน คือ อยู่ระหว่างการพิสูจน์แนวคิดเชิงพาณิชย์ มุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่พึ่งพาตนเองได้บางส่วน ซึ่งระยะนี้สามารถพัฒนาแผนธุรกิจและการสร้างรายได้ (Develop Business Model) ได้ และ 3) ระยะขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ มีความพร้อมในเชิงธรรมาภิบาล แผนธุรกิจ และผลกระทบทางสังคม พร้อมดำเนินงานเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเต็มตัว


ด้านระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริม USE มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมระบบนิเวศ 6 ด้าน คือ 1) กำหนด USE เป็นเป้าหมายของแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย และมีการแต่งตั้ง มอบหมายให้มีผู้บริหารระดับสูง (ระดับรองอธิการบดี) เป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อน USE 2) มหาวิทยาลัยต้องออกแบบโครงสร้างนิติบุคคลสำหรับการลงทุนและร่วมลงทุนให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองโดยพิจารณาให้รอบด้าน ตลอดจนวุฒิภาวะ (Maturity) ด้านการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย 3) กลไกกำกับดูแล โดยพันธกิจเพื่อสังคมต้องไม่ถูกลดทอนด้วยความสำเร็จทางธุรกิจและผลกำไร ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสร้างผลกำไรอย่างเพียงพอ เพื่อให้พันธกิจเพื่อสังคมสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน 4) หน่วยสนับสนุนและโครงสร้างพื้นฐาน โดยมหาวิทยาลัยควรสร้าง USE Incubator และเปิดโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยเป็น Shared Platform เพื่อให้ความรู้และนวัตกรรมสามารถพัฒนาไปสู่ Social Enterprise ได้จริง โดยให้การสนับสนุนแบบมีเป้าหมายและมีระยะเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนสู่การพึ่งพาตนเอง 5) นโยบายการสนับสนุนทางการเงิน โดยมหาวิทยาลัยควรจัดให้มีกลไก ‘เงินทุนเพื่อสนับสนุนให้เกิด USE’ และ ‘นโยบายช่วยสร้างตลาดเพื่อให้เติบโต’ และ 6) มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ USE ให้เข้าถึงระบบสนับสนุนและเครือข่ายภายนอก ด้านการบริหารและสนับสนุนบุคลากร มหาวิทยาลัยสามารถจัดทำ University SE HR Sandbox หรือกลไกให้อาจารย์ไปทำงานใน USE ได้ โดยอาจพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น การคงสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ได้รับเงินเดือนและสวัสดิการตามเดิม การนับภาระงานใน USE ทดแทนภาระงานสอน การวิจัย ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน ด้านเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาการ อาจเชื่อมผลงาน USE เข้าสู่การขอตำแหน่งวิชาการได้ ผ่านการประเมินทั้งในมิติทางวิชาการ มิติความสำเร็จเชิงธุรกิจอุตสาหกรรม และมิติผลกระทบทางสังคม เป็นต้น

ขณะที่ ผศ. ดร. ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ ศูนย์วิจัยกฏหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอการ (ร่าง) แนวทางปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมบทบาทของ USE โดยได้แลกเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ University Social Enterprise ทั้งประเด็นคุณสมบัติของวิสาหกิจเพื่อสังคมและการรักษาสถานะ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม กรณีศึกษาการระดมทุนของวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมถึงขอบเขตประเด็นที่มหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบก่อนการจัดตั้งหรือร่วมลงทุน สถานะทางกฎหมายของมหาวิทยาลัย อำนาจของมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งหรือลงทุนในบริษัทร่วมทุน ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยในบริษัทร่วมทุน การใช้และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย การจัดซื้อจัดจ้างและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย และกรอบการกำกับดูแล USE เป็นต้น


ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาคู่มือและแนวทางเชิงนโยบายอย่างหลากหลาย และเห็นว่า สิ่งที่ สอวช. กำลังผลักดันเป็นประโยชน์มากในการกระตุ้นบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในด้านการบริการวิชาการด้านการช่วยประเทศแก้ปัญหา และช่วยกันสร้างประโยชน์เพื่อสังคม และอยากให้ความรู้ที่ได้จากการนำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการตั้ง USE ในครั้งนี้กระจายไปยังกลุ่มอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงการจัดตั้ง USE ว่า ต้องมีเป้าหมายเชิงสังคม หรือ Mission ทางสังคมที่ชัดเจน บุคลากรต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงานเชิงสังคม และมองว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้มาก คือ ทุน (เครื่องมือทางการเงิน) การมีผู้ขับเคลื่อนหลัก (Key Agent) และการทำ USE Consortium เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ ร่วมแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จร่วมกัน รวมถึงในคู่มือการจัดตั้ง USE อยากให้มีมิติของบุคลากรที่ทำงานด้านนี้ทั้งเรื่อง Mindset และ Skill ร่วมด้วย


อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป สอวช. จะนำผลจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพัฒนาแนวทางเชิงนโยบาย รวมถึงพิจารณากลไกหรือมาตรการที่จำเป็นในการปลดล็อกข้อจำกัดและสนับสนุนการดำเนินงานของ USE เพื่อให้เกิดต้นแบบที่สามารถขยายผลได้ และนำไปสู่การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้งและขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เรื่องล่าสุด