messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคต ชูโมเดล “Supply–Demand–Enabling” ขับเคลื่อนระบบ Plant-Rich Diet สร้างอิมแพ็กระดับโลก

สอวช. ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคต ชูโมเดล “Supply–Demand–Enabling” ขับเคลื่อนระบบ Plant-Rich Diet สร้างอิมแพ็กระดับโลก

วันที่เผยแพร่ 28 กรกฎาคม 2026 17 Views

เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาโลกร้อนและการสร้างความมั่นคงทางอาหาร “จานอาหาร” ของเราทุกคนคืออีกหนึ่งคำตอบ!

สอวช. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสำคัญอย่าง “Accelerating Thailand’s Protein Transition: Advancing Plant-Rich Diets for a Sustainable Future” เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบอาหารของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับการดำเนินโครงการครั้งนี้ สอวช. ไม่ใช่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังทำหน้าที่เป็น “System Integrator” หรือผู้เชื่อมโยงผู้เล่นและระบบนิเวศอาหาร Plant-Rich ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านกลยุทธ์เชิงระบบ ที่มีทั้ง Supply–Demand–Enabling Ecosystem เพื่อเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่พฤติกรรมการบริโภคจริงในสังคม

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ เราคัดมาให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังนี้

🌾 SUPPLY: สร้างฐานอุปทานและนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก (Upstream)

ประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแกร่ง ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ และการเป็น “ครัวของโลก” สอวช. จึงเร่งติดอาวุธให้ฝั่ง Supply เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม:

ส่งสัญญาณระบบวิจัยแห่งชาติ: ระบุให้ Protein Diversification เป็นเรื่องสำคัญในแผน Future Food และเกษตรยั่งยืน

Thailand Plant-Based Food Coalition: จับมือกับ Tailored Food และ Food Innopolis พัฒนาบริการสนับสนุนความต้องการอุตสาหกรรมอาหารจากพืช เพื่อให้บริษัทผู้ผลิตอาหารจากพืชของไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง

ปฏิญญาถั่วเหลือง: ร่วมกับสภาหอการค้าฯ ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศให้ได้ 100,000 ตัน/ปี นำร่องใน 3 คลัสเตอร์ (เชียงใหม่, ขอนแก่น, กำแพงเพชร)

ระบุโจทย์วิจัยสำคัญ: ร่วมกับ Good Food Institute (GFI) เพื่อกำหนดธีมวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่สำคัญ เช่น Plant Protein Library และ Local Microbial Library พร้อมพัฒนาโปรแกรม Re-skill/Up-skill สร้างกำลังคนเฉพาะทางที่อุตสาหกรรมอาหารยังขาดแคลน

🏪 DEMAND: สร้างตลาด และ “ข้อต่อกลาง” ของระบบอาหาร (Midstream – Downstream)

เพราะการวิจัยอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีตลาดรองรับ สอวช. จึงไม่ได้มองแค่ผู้บริโภคปลายทาง แต่มุ่งสร้างตลาดจริงผ่าน “ข้อต่อกลาง” ของระบบอาหาร เช่น ผู้จัดจำหน่าย (Distributor), ร้านค้าปลีก (Retail), โรงแรม, โรงพยาบาล, ร้านอาหาร, คาเฟ่, บริการ Catering และสถาบันการศึกษา

Plant-Rich Business Matching: สร้างฐานข้อมูลผู้ซื้อ-ผู้ขาย และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้เกิดการซื้อขายจริงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน

พัฒนาเครือข่าย “Plant 30% Leaders Club”: ผลักดันให้องค์กรภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ในทุกเมนู มื้ออาหาร หรือชั้นวางสินค้า เช่นเดียวกับที่ สอวช. ได้ทดลองนำร่องจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based 30% ในทุกการประชุม

จับมือมหาวิทยาลัยขับเคลื่อน Plant-Rich Diet: โปรแกรมเร่งการยอมรับและเพิ่มสัดส่วนเมนูจากพืช ที่จะนำเอานวัตกร เชฟ นักวิจัย ผู้ประกอบการ มาร่วมในกระบวนการ Customer Discovery เพื่อรับฟัง Feedback จากผู้บริโภค และพัฒนาอาหารให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สุด

⚙️ ENABLING: ปลดล็อกนโยบาย สร้างความรู้ และการสื่อสารมวลชน (Ecosystem Support)

เพื่อให้ทั้งระบบขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน สอวช. ได้สร้างระบบสนับสนุนรอบด้าน

พัฒนาหลักสูตรและสร้างกำลังคนร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ: ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผลิตหลักสูตร Train the Trainer เพื่อสร้างเชฟและนักโภชนาการ, หลักสูตร Green Solutions for Future Living ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่อยู่ในวงการอาหาร ให้กลายเป็น Change Agent ร่วมกระจายแนวคิดอาหารจากพืชไปในวงกว้าง

ผลักดันสู่นโยบายระดับประเทศ: สื่อสารกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำนโยบายกระแสหลัก (เช่น สสส., กรมอนามัย, ททท., TCEB, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม) เพื่อผลักดันให้ Plant-Rich Diet เป็นทางออกของประเทศ ทั้งในมิติสุขภาพ ความยั่งยืน และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ “กรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วย อววน. พ.ศ. 2569–2578” ของ สอวช. ที่มีเป้าหมายใหญ่คือ การยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยให้เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้ามูลค่าอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ไว้ที่ 500,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ล้านตัน CO₂eq ภายในปี 2570 นั้น โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) คือกุญแจสำคัญ ที่ สอวช. ได้วางกลไกและโครงการสนับสนุนอย่าง Plant- Rich Diet ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทั้งในฝั่งอุปทานหรือผู้ผลิต และฝั่งอุปสงค์หรือพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม การทำงานเชิงระบบ (Systemic Approach) ของ สอวช. ที่ร้อยเรียงทั้งระบบนิเวศนี้ ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมรองรับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตอย่างแท้จริง! 💚🌐

เรื่องล่าสุด