messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ชี้แนวทางอ่านภาพอนาคต ออกแบบนวัตกรรมให้ทันโลก กุญแจสำคัญเสริมเกราะผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยรับมือวิกฤตความเปลี่ยนแปลง

สอวช. ชี้แนวทางอ่านภาพอนาคต ออกแบบนวัตกรรมให้ทันโลก กุญแจสำคัญเสริมเกราะผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยรับมือวิกฤตความเปลี่ยนแปลง

วันที่เผยแพร่ 25 กันยายน 2026 23 Views

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “อ่านอนาคตให้ออก ออกแบบนวัตกรรมให้ทันโลก (Foresight & Innovation Strategy)” ภายใต้การอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน (วธอ.11) จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาการประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรม โดย สถาบันวิทยาการธุรกิจและอุตสาหกรรม ณ ห้องอโนมา ชั้น 3 โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ ซึ่งหลักสูตรนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ก้าวทันโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน พร้อมทบทวนกลยุทธ์การอยู่รอดและเติบโต ผ่านบทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ การตลาด และนวัตกรรมสมัยใหม่ มีผู้เข้าร่วมอบรมจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 100 คน

ดร.สุรชัย ได้ชี้ให้เห็นภาพว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวนสูงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากอดีตสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เคยทำสำเร็จในวันนี้ อาจไม่ใช่คำตอบของวันพรุ่งนี้ และคำถามสำคัญที่ตามมาคือ “เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร” องค์กรและประเทศจึงต้องอาศัยแนวทางการมองอนาคต (Foresight) เข้ามาเพื่อสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

แนวคิดการมองอนาคตต้องเริ่มจากการเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Prediction ที่เป็นการระบุสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยอิงจากพื้นฐานของข้อมูลในอดีต Forecasting คือการประเมินแนวโน้มที่มีโอกาสเกิดขึ้น และ Foresight หรือการมองอนาคต คือการสำรวจและเตรียมความพร้อมรับมือกับฉากทัศน์อนาคตที่หลากหลาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ เพื่อสร้างตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับองค์กรและประเทศ โดยอาศัยกรอบแนวคิด Future Cone ในการแบ่งระดับความเป็นไปได้ของอนาคต ตั้งแต่อนาคตที่เป็นไปไม่ได้ อนาคตที่อาจเกิดขึ้น อนาคตที่มีเหตุผล อนาคตที่คาดการณ์ไว้ อนาคตที่เป็นไปได้มากที่สุด ไปจนถึงอนาคตที่ต้องการ

ดร.สุรชัย ได้กล่าวถึงกรอบแนวคิดในการเลือกเครื่องมือสำหรับการทำ Foresight ที่ครอบคลุมทั้งในมิติ Evidence-based ใช้ข้อมูลจริงหรือสถิติ ที่แม่นยำและวัดผลได้ มิติ Creativity-based ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการกระตุ้นจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น มิติ Expertise-based การพึ่งพาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ให้ได้ข้อมูลเจาะลึก เฉพาะด้าน และมิติ Interaction-based การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้มุมมองที่เปิดกว้างและรอบด้าน ซึ่งกระบวนการคาดการณ์อนาคตเชิงกลยุทธ์ (Strategic Foresight) จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างปัจจุบันและอนาคตอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการกวาดสัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Horizon Scanning) นำไปสู่การจัดทำและวิเคราะห์ฉากทัศน์เพื่อสร้างภาพอนาคต (Scenario Planning) และกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) ก่อนจะผลักดันไปสู่การปฏิบัติการจริง

ผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้บรรยายให้เห็นถึงกรอบทั่วไปที่ใช้สำหรับกวาดสัญญาณ เช่น STEEP ที่ใช้วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกระทบจากมุมมองกว้าง PESTEL ที่เพิ่มมิติทางกฎหมายเข้ามาประเมินภาพรวม ตลอดจนกรอบวิเคราะห์เชิงลึกอย่าง PETER ที่เน้นไปที่ปัจจัยเชิงนโยบาย กฎระเบียบ และ DIMEFIL ที่เป็นกรอบวิเคราะห์ด้านความมั่นคงโดยเฉพาะ

ในส่วนของการสร้างฉากทัศน์ ดร.สุรชัย ได้เล่าถึงกระบวนการสร้างฉากทัศน์อนาคตที่มีแนวทางหลากหลาย อาทิ การใช้ 2×2 Scenario Matrix เพื่อดูความเป็นไปได้ของอนาคต ผ่านการคัดเลือกปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่มีความไม่แน่นอนสูงและส่งผลกระทบมากที่สุดมาตัดกันเป็น 4 ฉากทัศน์ การสร้างฉากทัศน์โดยใช้ Mont Fleur Scenario เลือกปัจจัยที่ส่งผลกระทบสูงและมีความไม่แน่นอนสูงมา 1-2 ประเด็นที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ หรือการสร้างฉากทัศน์โดยใช้ Future Triangle ที่พิจารณาจากแรงผลักจากปัจจุบัน (Push of the Present) แรงถ่วงจากอดีต (Weight of the Past) และแรงดึงจากอนาคต (Pull of the Future) เพื่อให้เห็นภาพรวมของทางเลือกเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน

ดร.สุรชัย ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด (Super-aged Society) จากข้อมูลเชิงสถิติทั่วโลกระบุว่า ภายในปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกจำนวน 1 ใน 6 จะมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2050 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 19.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.6 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งจากการสร้างฉากทัศน์และวิเคราะห์ความต้องการหลักของผู้สูงอายุในอนาคต (Future Users) พบว่า ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเพียงแค่การดูแลสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีความต้องการในมิติที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่ การมีอิสระในการดำเนินชีวิต การพึ่งพาตนเองและมีสิทธิเลือก (Autonomy) การมีช่วงชีวิตที่สุขภาพดีให้ได้นานที่สุด (Healthspan) การไม่โดดเดี่ยวและมีส่วนร่วมเชื่อมโยงกับสังคม (Connection) การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ (Digital Inclusion) ตลอดจนการมีบทบาท คุณค่า และเป้าหมายในชีวิต (Meaning & Purpose)

ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ฉากทัศน์อนาคตจะเชื่อมโยงให้เห็นโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นไปได้สำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI Health Companion ผู้ดูแลสุขภาพส่วนบุคคลตลอด 24 ชั่วโมง Smart Home บ้านอัจฉริยะ เพื่อผู้สูงอายุ Telecare Platform เชื่อมต่อกับแพทย์และผู้ดูแลสุขภาพ Elder-friendly City เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ตลอดจน User-friendly Digital Services บริการดิจิทัลที่ใช้งานง่ายสำหรับทุกคน เป็นต้น

ในท้ายที่สุดแนวคิดนวัตกรรมจะถูกแปลงไปเป็น Innovation Roadmap ให้เห็นภาพการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมสูงวัยที่ดีขึ้น ตั้งแต่ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปลอดภัย สะดวก และมีคุณภาพ สามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น ลดภาระครอบครัวและระบบสาธารณสุข การพบแพทย์ง่ายขึ้น รวดเร็ว เข้าถึงได้สำหรับทุกคน สร้างเมืองน่าอยู่สำหรับทุกวัย และสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรื่องล่าสุด