
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สอวช. เข้าร่วมพิธีเปิดและบรรยายพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก “World Envi Day 2026” ภายใต้แนวคิด “From Signals into Action: Make Design for All เปลี่ยนทุกสัญญาณเป็นการลงมือทำ: ออกแบบอนาคตที่ยั่งยืนเพื่อทุกคน” จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก ดร.อรรณพ นพรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตบางขุนเทียน เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ และนายกิตติณัฐ แก้วทอง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์การจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Energy Environment Safety and Health: EESH) เป็นผู้กล่าวรายงาน

สำหรับช่วงการบรรยายพิเศษ ดร.ศรวณีย์ ในบทบาทผู้แทนจากภาครัฐของเวทีเสวนา ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “คนทุกวัย หัวใจเดียวกัน: ร่วมขับเคลื่อน Climate Action สู่อนาคตที่ยั่งยืน” กับผู้แทนจากภาคเอกชนและภาควิชาการ ได้แก่ นายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร กรรมการผู้จัดการบริษัท คิด คิด จำกัด และ ดร.นิตยา ชาอุ่น นักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยการจัดการก๊าซเรือนกระจก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมีอาจารย์ ดร.อิทธิศักดิ์ จิราภรณ์วารี อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (สังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม) เป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.ศรวณีย์ ได้ฉายภาพจาก Global Risks Landscape: An Interconnections Map เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบันไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นและเชื่อมโยงกับหลายมิติของชีวิต มีตัวเลขและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานสนับสนุน และไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัวไม่ว่าจะอยู่บทบาทใดก็ตามได้อีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังและต้องเผชิญหน้ากับประเด็นต่าง ๆ ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันหลายสถานศึกษาเริ่มให้ความสำคัญและมุ่งเป้าการสร้างทักษะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงและที่จำเป็นในการปรับตัวและกับมาตรการใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับแนวโน้มของปัญหา โดย สอวช. ในบทบาทหน่วยงานด้านนโยบายมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านบทบาทของระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) โดยหนึ่งในการดำเนินงานสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยกว่า 172 แห่งที่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งในมิติของการลดการปล่อยคาร์บอนภายในสถาบัน การพัฒนานวัตกรรมการปรับตัวรับมือกับผลกระทบ และการผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะรองรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลาเดียวกัน

ซึ่งได้ฉายภาพให้ผู้ร่วมฟังเวทีเสวนาว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การจ้างงาน สุขภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคน ทักษะใหม่ และรองรับอาชีพใหม่ที่ทดแทนอาชีพที่กำลังจะหายไป โดยมุ่งเน้นให้เห็นภาพของการจ้างงานสีเขียวที่เป็นไปได้ (Green Jobs และ Green Skills) รวมถึงการสร้างนักนวัตกรทั้งในภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรม ออกแบบนโยบาย กลไก และแนวทางใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส และสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถสำคัญ อาทิ การคิดเชิงระบบ และการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมีการปรับตัวทั้งในมุมรับมือและเชิงรุก ซึ่ง สอวช. ได้จัดทำข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วย อววน. พ.ศ. 2570-2575 เสนอต่อสภานโยบาย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยมีทั้งแหล่งทุน กำลังคน และศักยภาพในการยกระดับการดำเนินงาน รวมถึงการจัดอันดับมหาวิทยาลัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ดร.ศรวณีย์ ได้เน้นย้ำว่า Climate Action ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที คือการเตรียมความพร้อมด้านทักษะและองค์ความรู้ของตนเอง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่ควรได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ทั้ง Green Skills และทักษะขั้นสูงตามความถนัดและสนใจของตน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเริ่มสะสมตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่ระดับประถมก็สามารถเริ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเป็นนักสังเกต การจดบันทึกข้อมูล การคิดอย่างเป็นระบบ หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น การคำนวณคาร์บอนผ่านหลักสูตรออนไลน์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้ เนื่องจากทักษะเหล่านี้จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น





