messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. จัดเวที TNA Policy Dialogue ระดมความเห็นเชิงนโยบาย ปลดล็อกอุปสรรคการใช้เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ

สอวช. จัดเวที TNA Policy Dialogue ระดมความเห็นเชิงนโยบาย ปลดล็อกอุปสรรคการใช้เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ

วันที่เผยแพร่ 4 พฤศจิกายน 2026 1 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue Series) ในโครงการประเมินความต้องการด้านเทคโนโลยีของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (Thailand Technology Needs Assessment หรือ Thailand TNA) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม, 30 ตุลาคม และ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี สอวช. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมตลอดทั้ง 3 วัน รวมกว่า 200 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองว่าเทคโนโลยีที่โครงการจัดลำดับความสำคัญไว้จะตอบโจทย์ด้านสภาพภูมิอากาศของไทยได้อย่างไร และมีแนวทางแก้ไขหรือลดอุปสรรคและการเตรียมความพร้อมด้านใดเพื่อนำไปใช้จริง

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงความสำคัญของโครงการว่า TNA ช่วยให้ประเทศไทยเห็นภาพชัดว่าควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใดในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้อง  ปลดล็อกเงื่อนไขด้านใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย กฎระเบียบ การเงิน หรือขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าคือจะดึงดูดการสนับสนุนทางการเงินด้านสภาพภูมิอากาศจากต่างประเทศได้อย่างไร ทั้งจากกองทุนระหว่างประเทศ เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) หรือจากธนาคารเพื่อการพัฒนา และจากการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีใดควรได้รับการสนับสนุน อีกทั้งยังต้องมีโครงการที่พร้อมรับการลงทุน (Bankable Projects) เวทีหารือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม จะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น

โครงการ TNA เป็นกลไกตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการระบุและจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทย โครงการฉบับที่ 2 ดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2568–2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกระยะที่ 5 (Global TNA Phase V) ซึ่งดำเนินการโดย UNEP Copenhagen Climate Centre (UNEP-CCC) และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งนี้ สอวช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานโครงการของประเทศ (TNA Coordinator) ควบคู่กับบทบาทหน่วยประสานงานด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีของประเทศไทย (National Designated Entity หรือ NDE) ภายใต้ UNFCCC

โครงการ TNA ได้คัดเลือกเทคโนโลยีที่มีความสำคัญลำดับต้น (Shortlists) 16 เทคโนโลยี จากบัญชีรายชื่อเบื้องต้นใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก 2 ภาคส่วน คือ พลังงานและเกษตร และด้านการปรับตัว 2 ภาคส่วน คือ การจัดการทรัพยากรน้ำ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยพิจารณาจากผลกระทบของเทคโนโลยี ความพร้อมในการนำไปใช้ และความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เวทีทั้ง 3 วัน จึงนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาหารือต่อว่า ในอีก 5–10 ปีข้างหน้าแต่ละภาคส่วนจะเผชิญความท้าทายใด และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องจัดการตั้งแต่ปัจจุบัน

Policy dialogue วันที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เรื่อง “อนาคตคน เมือง และน้ำของไทย: เตรียมรับอะไร และต้องปลดล็อกอะไร?” ได้มีการหารือการใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนเมืองและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีตัวอย่างตั้งแต่แบบจำลองเมืองดิจิทัล (Digital Twin) ระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงระบบหน่วงและกักเก็บน้ำใต้ดิน การเติมน้ำใต้ดิน และวัสดุระบายความร้อนแบบพาสซีฟ ประเด็นหารือครอบคลุมความพร้อมของข้อมูลและบุคลากร ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์ของแต่ละพื้นที่

Policy dialogue วันที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เรื่อง “อนาคตเกษตรไทย: ปรับตัวอย่างไร ให้เกษตรกรไปต่อได้?” หารือสองโจทย์หลัก ได้แก่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้พร้อมรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำฟาร์ม โดยนำข้าวที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing: GEd) สารเสริมอาหารสัตว์เพื่อลดการปล่อยมีเทน สารยับยั้งไนตริฟิเคชัน และเซ็นเซอร์อินฟราเรดใกล้ (Near-Infrared: NIR) สำหรับตรวจวัดดินมาประกอบการเสวนา พร้อมพิจารณาต้นทุน ความคุ้มค่า และรูปแบบการสนับสนุนที่จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงและนำเทคโนโลยีไปใช้ได้

Policy dialogue วันที่ 3 จัดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เรื่อง “อนาคตพลังงานไทย: เลือกทางไหน และต้องเตรียมอะไร?” หารือบทบาทของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมและการบินผ่านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) และเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) รวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบพลังงานสำรองเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญยังให้บริการได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ การเสวนาพิจารณาเงื่อนไขของแต่ละทางเลือก ทั้งต้นทุน มาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นจากเวทีทั้ง 3 วัน จะนำไปประกอบการวิเคราะห์อุปสรรคและจัดทำกรอบสนับสนุนการนำเทคโนโลยีไปใช้ (Barrier Analysis and Enabling Framework หรือ BAEF) เพื่อระบุว่าอุปสรรคใดควรได้รับการแก้ไขก่อน ต้องใช้มาตรการสนับสนุนด้านใด และหน่วยงานใดควรเข้ามามีบทบาท โดยผลการวิเคราะห์จะเป็นฐานสำหรับจัดทำแผนปฏิบัติการเทคโนโลยี (Technology Action Plans หรือ TAPs) และพัฒนาแนวคิดโครงการต่อไป ซึ่งจะมุ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ และเปิดทางสู่การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อให้เกิดการใช้งานจริง

เรื่องล่าสุด