สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (policy dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ Creative Zone (สอวช.) และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Webinar โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ในการสำรวจและทำความเข้าใจความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่รากของปัญหาเชิงโครงสร้าง ตลอดจนข้อจำกัดของระบบนโยบายและกลไกเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันร่วมกันพิจารณาว่า สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะมีบทบาทอย่างไร ในการช่วยให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมเข้าใจผู้คน เข้าใจความหลากหลาย และเข้าใจบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและเปิดเวทีเสวนาว่า การพัฒนาประเทศในระยะต่อไปต้องก้าวจากการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” ซึ่งให้ความสำคัญทั้งกับคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มและทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงโอกาสและได้รับประโยชน์จากการพัฒนา โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการศึกษา บริการสาธารณะ และโอกาสทางเศรษฐกิจ
แม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในหลายด้าน แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ บางอุตสาหกรรม และบางกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว การลดความเหลื่อมล้ำจึงไม่ควรเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบายที่ช่วยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เสริมศักยภาพประชาชน และกระจายโอกาสให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละกลุ่มและพื้นที่
ดร.สุชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีเสวนาครั้งนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกในการลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส และสร้างประโยชน์จากการพัฒนาให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น อันจะนำไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำของไทยมีรากฐานสำคัญจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนที่เผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร จนในบางกรณีอาจถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกในพื้นที่ที่ตนอาศัยหรือใช้ประโยชน์มาแต่เดิม ดังนั้น การกำหนดนโยบายหรือมาตรการของรัฐจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ควบคู่กัน
ในมุมนี้ องค์ความรู้ด้านมานุษยวิทยามีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากระดับพื้นที่ และเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์กับโครงสร้างและปัญหาในระดับมหภาค การเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและนักวิชาการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ และเงื่อนไขของชุมชนอย่างรอบด้าน จึงช่วยให้ภาครัฐมองเห็นทั้งรากของปัญหาและแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับบริบทมากขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่ามิติด้านรายได้ โดยอีกประเด็นสำคัญคือการอ่อนแรงลงของ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งเป็นฐานความรู้ที่ช่วยสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของประชาชนที่อยู่นอกระบบหรืออยู่ชายขอบ ในอดีตขบวนการด้านสิทธิชุมชน รวมถึงการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และป่า มีส่วนสำคัญในการนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากชุมชนเข้าสู่พื้นที่นโยบายและสถาบันการศึกษา แต่พื้นที่ขององค์ความรู้เหล่านี้ค่อย ๆ ลดลง ท่ามกลางการรวมศูนย์ของรัฐและการกลับมามีบทบาทเหนือกว่าขององค์ความรู้กระแสหลัก ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่มมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีเสียงในกระบวนการกำหนดนโยบาย
นอกจากนี้ ยังต้องจับตารูปแบบการพัฒนาใหม่ อาทิ ทุนนิยมสีเขียว (green capitalism) ซึ่งแม้ขับเคลื่อนภายใต้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากโครงสร้างการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่การกระจายทั้งผลประโยชน์และต้นทุนที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่คำนึงถึงทั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชนควบคู่กัน

ขณะที่ รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า
การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและครอบคลุม (inclusive growth) ต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” (social investment) โดยระบบสวัสดิการไม่ควรทำหน้าที่เพียงช่วยเหลือประชาชนเมื่อเผชิญภาวะยากลำบาก แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน
รศ. ดร.อัจฉรา ยกกรณีกลุ่มออทิสติกเพื่อสะท้อนภาพ ความเหลื่อมล้ำซ้อนความเหลื่อมล้ำ โดยเด็กออทิสติกจากครอบครัวที่มีฐานะสามารถเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง บางรายสามารถศึกษาต่อถึงระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทและเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ขณะที่เด็กออทิสติกจากครอบครัวยากจนซึ่งขาดโอกาสในการพัฒนาตั้งแต่ต้น อาจมีทางเลือกในการประกอบอาชีพจำกัดอยู่เพียงงานทักษะต่ำและรายได้ต่ำ สะท้อนคำถามสำคัญว่า ระบบสวัสดิการที่มีอยู่สามารถช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความเปราะบางและความยากจนได้จริงเพียงใด
จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันยังมีมิติใหม่เข้ามาซ้อนทับ โดยเฉพาะ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีหรือไม่มีอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการเข้าถึงบริการภาครัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี อาจเผชิญความเสียเปรียบหลายชั้น และมีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากขึ้น
รศ. ดร.อัจฉรา ยังเสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายให้ ขับเคลื่อนจากพื้นที่และชุมชนมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบการวิจัย ไปจนถึงการพัฒนานโยบาย แทนการกำหนดโจทย์จากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเน้นย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะคุณค่าของงานวิจัยเชิงนโยบายไม่ได้อยู่เพียงความเข้มแข็งทางวิชาการ แต่ต้องสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ขณะเดียวกัน การวิจัยเชิงนโยบายไม่ควรศึกษาเฉพาะ “กลุ่มเป้าหมาย” แต่ต้องทำความเข้าใจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้รับประโยชน์ ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ได้รับผลกระทบ ไปจนถึงกลุ่มที่อาจเสียประโยชน์ โดยยกกรณีการค้ามนุษย์เป็นตัวอย่างว่า หากศึกษาปัญหาเฉพาะในมุมของผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ นโยบายที่ออกแบบขึ้นอาจไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรืออาจสร้างภาระและผลกระทบต่อผู้เสียหายโดยไม่ตั้งใจ

ด้าน รศ. ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยนำข้อมูลและองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์มาบูรณาการ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็นปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยยกตัวอย่างการซ้อนทับข้อมูลเชิงพื้นที่ ทั้งแผนที่ความเสี่ยงภัย ข้อมูลความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่ไม่เพียงเผชิญความเสี่ยงสูง แต่ประชาชนยังมีความมั่นคงในชีวิตต่ำและมีเสียงในกระบวนการนโยบายอย่างจำกัด กรณีจังหวัดน่านเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความซับซ้อนของการกำหนดนโยบาย เมื่อพื้นที่เสี่ยงดินถล่มบางส่วนซ้อนทับกับพื้นที่ต้นน้ำที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ ทำให้ภาครัฐต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาระบบนิเวศกับการคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์ความรู้จากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หรือการดำเนินงานของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยข้อมูล ความรู้ข้ามศาสตร์ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
รศ. ดร.อุ่นเรือน ยังเสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) สำหรับระบบวิจัย โดยกลยุทธ์แรก คือ เปิดโอกาสให้ “คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด” เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์วิจัย เนื่องจากหากโจทย์ยังถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว งานวิจัยอาจไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญได้จริง และทำให้เป้าหมายการเติบโตที่ทั่วถึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้น การกระจายอำนาจด้านการวิจัยจึงไม่ควรหมายถึงเพียงการกระจายงบประมาณ แต่ต้องรวมถึง การกระจายอำนาจในการนิยามว่า “ปัญหาอะไรควรถูกศึกษา” ประการที่สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ทุกโครงการใช้ความรู้เดิมและส่งข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนกลับมาให้ผู้อื่นใช้ต่อ ให้ทุกโครงการใช้และต่อยอดความรู้ร่วมกัน และกลยุทธ์สุดท้าย ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล งบประมาณก้อนต่อไปขึ้นอยู่กับว่าใครได้ประโยชน์ ใครได้รับความเสี่ยง และชุมชนดูแลระบบต่อได้หรือไม่ เมื่อกลไกทั้งสามทำงานร่วมกัน ระบบวิจัยจะกระจายทั้งโอกาส อำนาจในการตัดสินใจ และความสามารถในการรับมือกับอนาคต
พร้อมกันนี้ เสนอให้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า คนที่อยู่ไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์หรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่ต้องการสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนควรมีอย่างน้อย 3 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ (1) สามารถใช้งานได้ง่ายและชุมชนดูแลต่อได้ (2) มีหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบพร้อมงบประมาณรองรับ และ (3) ประชาชนผู้ใช้เห็นว่านวัตกรรมนั้นสามารถแก้ปัญหาและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง


ปิดท้าย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการ และนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปสาระสำคัญของเวทีว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มใหม่เท่านั้น แต่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กำลังเข้ามาซ้อนทับกับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำมีความซับซ้อนและอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
โจทย์สำคัญของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรมให้เพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสามารถเข้าถึงประชาชนและนำไปสู่การกระจายโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ห่างไกลจากโอกาสได้จริง ขณะเดียวกัน การเติบโตที่ทั่วถึงไม่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาส มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา และได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
Key Messages

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจาก การแก้ความเหลื่อมล้ำเฉพาะจุด สู่การปรับระบบเพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพลังให้ประชาชน โดยใช้องค์ความรู้และข้อมูลเป็นฐาน บูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบนโยบาย เพื่อสร้าง การเติบโตที่ทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำเชื่อมโยงทั้งการศึกษา กฎหมาย การผลิตคน การกระจายทรัพยากร และโครงสร้างสังคม จึงต้องแก้ที่ “ระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะจุด
- เปลี่ยนจากการ “ลดความยากจน” สู่การ “เพิ่มพลังและโอกาส” (empowerment) นโยบายควรมุ่งสร้างศักยภาพและอำนาจในการกำหนดชีวิตของประชาชน เปิดโอกาสให้คนและชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และออกแบบแนวทางพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของพื้นที่
- แก้ความเหลื่อมล้ำด้วย Holistic Approach และนโยบายที่ต่อเนื่อง ต้องเชื่อมโยงมิติสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และมนุษย์เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลในระยะยาว ไม่ใช่มาตรการแยกส่วนหรือระยะสั้น
- เปิดให้ชุมชนร่วมกำหนดโจทย์วิจัย (Community-Led Research Agenda) โดยให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจ ให้มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหาและโจทย์วิจัย เพื่อให้งานวิจัยตอบสนองความต้องการจริง และกระจายอำนาจในการผลิตองค์ความรู้สู่พื้นที่มากขึ้น
- ใช้ข้อมูลและองค์ความรู้เป็นฐานในการออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ควรบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานและงานวิจัย ทำให้เห็นว่า “ใครกำลังเสี่ยง–ใครมีทุนอะไร” รวมถึงใช้ข้อมูลระดับพื้นที่และ Real-time เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและออกแบบมาตรการได้แม่นยำขึ้น
- ยกระดับ “ความเป็นธรรม” และ “ผลกระทบ” เป็นเป้าหมายของงานวิจัย โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและผู้ที่เสียงเบาที่สุดในระบบ สร้างความเป็นเจ้าของร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีพันธสัญญาร่วมกันในการนำผลการวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริง