messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » ถอดรหัส The Reverse Innovation Journey โมเดลใหม่ ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยได้จริง

ถอดรหัส The Reverse Innovation Journey โมเดลใหม่ ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยได้จริง

วันที่เผยแพร่ 3 สิงหาคม 2026 18 Views

หากพูดถึงช่องว่างที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย จะเห็นได้ว่ามีความท้าทายคือนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นยังไม่ตรงความต้องการจริงของตลาด ทำให้มีนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้  อย่างไรก็ดี ระบบนิเวศยังมีโอกาสสำคัญคือบริษัทขนาดใหญ่มีความต้องการนวัตกรรมสำหรับใช้ในการแก้โจทย์ธุรกิจ และด้านบริษัทสตาร์ทอัพก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้  จึงเป็นที่มาของโครงการ The Reverse Innovation Journey โมเดลที่ สอวช. ออกแบบขึ้นเพื่อทดลองกลไกในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับสตาร์ทอัพ จากแนวคิด Corporate-Startup ที่หลายประเทศใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยกลไกนี้จะเชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทขนาดใหญ่กับสตาร์ทอัพเกิดการแลกเปลี่ยน และ Co-Create นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงร่วมกัน และสามารถใช้งานในตลาดได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ และนักวิจัย ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายเสมอไป เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีเป้าหมาย วิธีการทำงาน และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีกลไก “ตัวกลาง” หรือ Innovation Intermediary ที่ช่วยเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกดังกล่าวมักอยู่ในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรม เช่น หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์นวัตกรรม Accelerator และ University Holding Company (UHC) ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักวิจัยเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริง

ด้วยเหตุนี้ สอวช. จึงได้ทดลองใช้มหาวิทยาลัยและกลไกที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ UHC เป็นส่วนหนึ่งของกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ และนักวิจัย เพื่อศึกษาว่ากลไกดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้เทคโนโลยี และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้อย่างไร

ภายใต้โครงการ The Reverse Innovation Journey ได้นำแนวคิด Reverse Pitching เข้ามาใช้ เป็นการกลับด้านกระบวนการ Pitching จากเดิมที่สตาร์ทอัพจะเป็นฝ่ายไป Pitch โซลูชั่นของตัวเองให้บริษัทใหญ่ฟัง เป็นบริษัทขนาดใหญ่เป็นฝ่ายมา Pitch โจทย์หรือความต้องการในธุรกิจของตัวเองให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยฟังก่อน กลไกนี้เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลความร่วมมือที่ สอวช. ออกแบบ เพราะเมื่อสตาร์ทอัพได้รู้ความต้องการจริงของตลาดตั้งแต่ต้น ทำให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาตรงกับโจทย์และปัญหาในโลกจริง พร้อมช่วยแก้ Pain Point เรื่องเทคโนโลยีที่ไม่ตรงกับความต้องการ (Technology Mismatch) ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศนวัตกรรมด้วย

สอวช. ได้ทดลองโมเดลนี้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์และตัวกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ โดยทำงานกับบริษัทใหญ่เพื่อให้ได้โจทย์ที่มา Reverse Pitching อย่างเหมาะสม และทำกิจกรรม Bootcamp เพื่อติดอาวุธให้บริษัทสตาร์ทอัพสามารถตอบโจทย์ต่าง ๆ ในการทำธุรกิจนวัตกรรมได้จริง โดยมีพาร์ทเนอร์จากบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมามอบโจทย์เพื่อทดลองโมเดล ไม่ว่าจะเป็น บริษัท บางจาก, เซนทรัล รีเทล ดิจิทัล และธนาคารกรุงไทย ทำให้ได้โจทย์หลากหลายในการทำ Reverse Pitching ทั้งเรื่องพลังงาน การบริการลูกค้า เครื่องมือในการช่วยทำการตลาด และการบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทำให้นวัตกรรมที่สร้างมีความหลากหลาย และดึงดูดสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญหลายกลุ่มเข้ามาลองทำกิจกรรมร่วมกัน

โจทย์นวัตกรรมที่ได้จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นทิศทางของอุตสาหกรรมไทยที่มีความสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในระดับโลก โดยเฉพาะใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และ การยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค (Customer Experience) ในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โจทย์ที่พบสะท้อนทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม กล่าวคือ ในด้านสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน กำลังขยับไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งเป็นวาระร่วมของโลก ขณะที่ในด้านสังคม โจทย์บางส่วนสะท้อนความสำคัญของการออกแบบบริการและกลไกสนับสนุนที่คำนึงถึงความครอบคลุม ความปลอดภัย และความเป็นธรรมของผู้ใช้บริการ ส่วนในมิติของการยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค โจทย์นวัตกรรมสะท้อนความพยายามของภาคธุรกิจในการทำความเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผ่านการรับฟัง วิเคราะห์ และตอบสนองต่อเสียงของผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ ทั้งจากช่องทางดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในหลากหลายช่องทาง โดยรวมแล้ว โจทย์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน ESG และความยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนา ความเข้าใจผู้บริโภคและการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลกในปัจจุบัน

ในช่วงเริ่มต้นโครงการ มีทีมที่สนใจส่งข้อเสนอเข้ามาทำ Reverse Pitching มากกว่า 30 ทีม โดยเปิดกว้างให้ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพเข้าร่วม จนสุดท้ายเหลือทีมที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 12 ทีม ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาจำนวนมากเป็นนักศึกษา ที่ต้องเรียนไปด้วยและทำกิจกรรมในโครงการไปด้วย สะท้อนถึงศักยภาพและความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ ที่อยากนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาใช้แก้โจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมก็เป็นขนาดเล็ก อยู่ในระยะ Early Stage มีทรัพยากรจำกัด แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองในโครงการร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ สอวช. ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าถ้ามีกลไกที่เหมาะสมมาเชื่อมโยงและสนับสนุน คนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยไปข้างหน้าได้

ความตั้งใจของ สอวช. ในการทดลองกลไก The Reverse Innovation Journey คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ และนักวิจัย เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและตลาดจริงมากขึ้น

ภายหลังการดำเนินโครงการต้นแบบ สอวช. ได้ประสานเชื่อมโยงทีมที่มีศักยภาพไปยังแหล่งทุนและกลไกสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น TED Fund เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม ต่อยอดสู่การใช้งานจริง และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน สอวช. จะนำบทเรียนจากการทดลองกลไกครั้งนี้มาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ศูนย์นวัตกรรม และ Innovation Intermediary อื่น ๆ สามารถนำกลไกความร่วมมือในลักษณะเดียวกันไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยขยายโอกาสในการเชื่อมโยงโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในระยะยาว

“สอวช. เชื่อว่าหากสามารถขยายผลในวงกว้างได้ จะช่วยให้ระบบนิเวศนวัตกรรมไทยแข็งแรงขึ้น และทำให้ประเทศไทยมีกลไกในการสร้างนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการ (Demand-Driven) และตอบโจทย์เศรษฐกิจจริงได้อย่างยั่งยืน”

เรื่องล่าสุด