messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. ชี้ การเตรียมกำลังคนสอดรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลก สำคัญ พร้อมเผยกลไกผสานการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย-เอกชน ออกแบบการพัฒนาคนตอบโจทย์อนาคตประเทศ

สอวช. ชี้ การเตรียมกำลังคนสอดรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลก สำคัญ พร้อมเผยกลไกผสานการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย-เอกชน ออกแบบการพัฒนาคนตอบโจทย์อนาคตประเทศ

วันที่เผยแพร่ 24 มิถุนายน 2026 12 Views

(23 มิถุนายน 2569) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา “Manpower, New Energy: ปลุกพลังคน ขับเคลื่อนพลังงาน” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยได้ร่วมเสวนาในประเด็น นโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) กับการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคต ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.สุรชัย กล่าวถึงประเด็นเรื่องพลังงานในปัจจุบันมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนของประเทศไทยเองกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานกลายเป็นวาระเร่งด่วน ทั้งในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานจากราคาพลังงานที่ผันผวน ภาระต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แรงกดดันจากการค้าโลกที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนเกม เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงเป้าหมายของไทยในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทำให้ทุกภาคส่วนต้องตื่นตัวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญคือการเชื่อมโยงเรื่องกำลังคนและทักษะใหม่ที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านพลังงานสะอาด ดิจิทัลพลังงานและการจัดการคาร์บอน ให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย

ดร.สุรชัย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) โดยพื้นฐานคือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของโครงสร้างการผลิตและการใช้พลังงาน จากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมมองของโลกจะครอบคลุมทั้งในส่วนของ Decarbonization หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน Digitalization หรือการใช้เทคโนโลยี AI และ IoT มาบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึง Decentralization หรือการเปลี่ยนจากการผลิตไฟฟ้าที่รวมศูนย์ (โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่) ไปสู่การผลิตแบบกระจายตัว เช่น การติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้าน ขณะที่ในมุมของอาเซียน จะคำนึงถึง Just & Inclusive Transition คือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และ Energy Trilemma ด้วยการแก้โจทย์ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) 2. การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม (Equity) และ 3. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) และในส่วนของ Diversified Path เน้นการใช้เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Fuels) เช่น ก๊าซธรรมชาติ (LNG) และเทคโนโลยี CCUS ควบคู่ไปกับพลังงานสะอาด

สำหรับบทบาทหลักของกระทรวง อว. คือการบูรณาการวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กับโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน สร้างโครงสร้างพื้นฐานทดสอบและพื้นที่สาธิต พัฒนามาตรฐาน ระบบข้อมูลและกลไกกำกับ และการพัฒนากำลังคน เชื่อมโยงสู่ภาคเศรษฐกิจจริง รวมถึงการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย เอกชน และ SME การพัฒนาทักษะกำลังคน การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและระบบรับรอง  การทดสอบ สาธิตและพัฒนา ผลักดันเทคโนโลยีสู่การใช้จริง และการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด องค์ความรู้ด้านพลังงาน คาร์บอน และดิจิทัล

ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวเชื่อมโยงการขับเคลื่อนด้านกำลังคนและพลังงาน เข้ากับเป้าหมายการทำงานของ สอวช. โดยมีประเด็นที่ สอวช. จะร่วมขับเคลื่อนในช่วงปี พ.ศ. 2566 – 25670 ที่สัมพันธ์กัน 2 เรื่อง คือการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และการเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงขึ้นเป็น 25% ให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว โดย สอวช. ได้ดำเนินการสำรวจความต้องการกำลังคนตามตำแหน่งงานและทักษะที่ต้องการในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568-2572) พบว่ามีความต้องการกำลังคนจำนวน 1,087,548 คน ซึ่งมีหลายอุตสาหกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการกำลังคนเพื่อสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลจากโครงการศึกษาวิจัยนโยบายเพื่อพัฒนาระบบอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนากำลังคนตามความต้องการของประเทศของ สอวช. ยังได้คาดการณ์ความต้องการกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี พ.ศ. 2573 พบว่ามีความต้องการประมาณ 235,000 – 275,000 คน ครอบคลุมทั้งงานในระบบนิเวศของการตรวจวัด รายงานและทวนสอบข้อมูล (MRV) รวมถึงตลาดคาร์บอนของไทย การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ เกษตรและอาหารมูลค่าสูงคาร์บอนต่ำ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและคาร์บอน

ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงการดำเนินการด้านทักษะสีเขียว (Green Skill) ของไทย ที่มีหลายภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของการพัฒนาทักษะสีเขียวเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการบรรลุ Carbon Neutrality และการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) การพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดย สอวช. ขับเคลื่อนร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และในส่วนของกระทรวง อว. ได้จัดทำข้อมูลประกาศกระทรวง อว. เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2569 โดยในการจัดทำทักษะอาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (Sustainability Development Specialist) และ 2. ทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Specialist) ที่จะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เทคโนโลยี และสังคมและเป็นกรอบในการพัฒนาทักษะของแรงานได้ต่อไป

อีกหนึ่งกลไกที่ ดร.สุรชัย ได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานที่ สอวช. ทำอยู่ คือการพัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของประเทศ เป็นแพลตฟอร์ที่ช่วยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ สนับสนุนการพัฒนากำลังคนรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว สนับสนุนในการประสานเชื่อมโยง Demand- Supply ด้านการผลิตและพัฒนากำลังคน ทั้งการผลิตกำลังคนรูปแบบใหม่และการจับคู่การจ้างงาน โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการของแพลตฟอร์มได้ผ่านระบบออนไลน์ 100% ช่วยให้การดำเนินการสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นคอขวดคือ มหาวิทยาลัยยังไม่สามารถผลิตกำลังคนได้อย่างทันการณ์ มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเชื่อมโยงกับความต้องการกำลังคนจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังต้องให้ความสำคัญกับภาคเอกชนที่จะต้องเข้ามาร่วมคิด ร่วมออกแบบการผลิตและพัฒนากำลังคน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของเอกชนและภาคอุตสาหกรรมได้จริงด้วย” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องล่าสุด