สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ปราณปรียา ศรีวรรณวิทย์ ลุนด์แบร์ย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ สอวช. เข้าร่วมบรรยายในงาน “Science Diplomacy Education Symposium” จัดโดย Central European Scientific Society of Innovation and Technology (CESSIT) และ Asia-Europe Foundation (ASEF) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการทูตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญทั้งด้านการศึกษาและนโยบาย รวมถึงบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเชีย-ยุโรป ถือเป็นการสำรวจและแลกเปลี่ยนแนวทางในการนำการทูตวิทยาศาสตร์เข้ามาบูรณาการกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา อีกทั้งยังเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีส่วนร่วมในด้านการทูตวิทยาศาสตร์ ช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้ และการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับการกำหนดนโยบาย


ดร.ปราณปรียา ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการทูตวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในบริบทของการอุดมศึกษาและในด้านวิชาการ โดยกล่าวว่า ประเทศไทยได้ยกระดับเรื่องการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นเสาหลักสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ทิศทางนี้ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการในแผนระดับชาติ 2 ฉบับ คือแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และแผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ (พ.ศ. 2566–2570) ซึ่งกรอบการทำงานนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยถูกออกแบบมาเพื่อให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ผ่านการประสานพลังร่วมกัน


ดร.ปราณปรียา ยังได้เน้นย้ำถึงกรอบการทำงานที่เน้นการลงมือทำในสิ่งเฉพาะเจาะจงและมีความสำคัญสูง โดยมุ่งไปในสาขาที่ประเทศไทยได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือทางวัฒนธรรม ซึ่งภาคอุดมศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างมาก ปัจจุบันนโยบายด้านการอุดมศึกษาของไทยได้รับการออกแบบเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม ผ่านโครงการระดับชาติอย่างโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University Program) ที่มุ่งสนับสนุนสถาบันการศึกษาให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่มีความเข้มแข็ง
“การทูตวิทยาศาสตร์จะมีผลกระทบสูงได้นั้น การประสานงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก กระทรวง อว. คือผู้ดำเนินงานหลักที่ประสานงานด้านการอุดมศึกษาและนวัตกรรม ส่วน สอวช. มีบทบาทในด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของสภานโยบาย อีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งคือ กระทรวงการต่างประเทศ ที่เรากำลังพยายามทำงานร่วมกันภายใต้แนวทาง “Team Thailand” ซึ่งการทูตและการต่างประเทศจะได้รับการสนับสนุนจากศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และมหาวิทยาลัยที่น่าเชื่อถือ” ดร.ปราณปรียา กล่าว
ดร.ปราณปรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยถือเป็นพลังสำคัญของการทูตวิทยาศาสตร์ เพราะมีความยืดหยุ่นเฉพาะตัว โดยสิ่งที่มหาวิทยาลัยสามารถมีส่วนช่วยได้คือ 1. การทูตแบบไม่เป็นทางการ (Track II Diplomacy) โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดทางการเมืองโลกหรือความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สถาบันการศึกษายังคงเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นกลางสำหรับการเจรจาพูดคุย 2. เป็นแหล่งรวมบุคลากรที่มีความสามารถ (Talents) และเครือข่ายระดับโลก ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา หลักสูตรปริญญาร่วม และความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนได้ และ 3. เป็นแหล่งองค์ความรู้ที่มีคุณค่า ในการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลเชิงลึกทางเทคนิค และหลักฐานเชิงประจักษ์แก่นักการทูต ซึ่งจำเป็นต่อการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ และมาตรฐานการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในมุมมองของการศึกษาด้านการทูตวิทยาศาสตร์ นอกจากการมองสถาบันอุดมศึกษาในฐานะผู้สร้างองค์ความรู้ ควรมองถึงการที่จะทำให้คนทั่วไปใช้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มสำหรับความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้ หากต้องการให้มหาวิทยาลัยเกิดการเชื่อมโยงในระดับโลก ก็จำเป็นจะต้องมีบุคลากรที่สามารถทำงานได้ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ นโยบาย และกิจการระหว่างประเทศด้วย” ดร.ปราณปรียา กล่าวทิ้งท้าย

