messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » สอวช. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ดัชนีนวัตกรรมสังคม ร่วมกับมหาวิทยาลัยนำร่อง มุ่งพัฒนาเครื่องมือเชิงระบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน

สอวช. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) ดัชนีนวัตกรรมสังคม ร่วมกับมหาวิทยาลัยนำร่อง มุ่งพัฒนาเครื่องมือเชิงระบบสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน

วันที่เผยแพร่ 5 พฤษภาคม 2026 15 Views

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น “Social Innovation Index Kick-off : เชื่อมพลังมหาวิทยาลัย สร้างดัชนี ขับเคลื่อนสังคม” เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สอวช. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 120 คน จากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ สะท้อนความสนใจต่อการพัฒนาดัชนีนวัตกรรมสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมี ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน

ผศ. ดร.ศุภกร กล่าวว่า การประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาดัชนีนวัตกรรมสังคมสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเป็นการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงดัชนีนวัตกรรมสังคมให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้ดำเนินการพัฒนาแนวทางและกลไกเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำมาสู่การพัฒนา “กรอบดัชนีนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย” โดย สอวช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสามารถเชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“สถาบันอุดมศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งของระบบประเทศ ทั้งในแง่ของการกระจายตัวและศักยภาพในการเชื่อมโยงความร่วมมือในพื้นที่ สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการบูรณาการความรู้ คน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมให้เกิดผลลัพธ์ในระดับพื้นที่และขยายผลสู่ระดับประเทศ” ผศ. ดร.ศุภกร กล่าว

ผศ. ดร.ศุภกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีระบบวัดผลที่ชัดเจน เที่ยงตรง และสามารถเทียบเคียงได้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์เชิงพื้นที่ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม โดยดัชนีนวัตกรรมสังคมฯ ถูกออกแบบให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบาย” (Policy Infrastructure) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ การทำงานของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมสามารถลดความเหลื่อมล้ำ สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงในระยะยาว ซึ่งการพัฒนาดัชนีนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในระยะปัจจุบัน ยังอยู่ในขั้นตอนของการนำร่องและการร่วมออกแบบ ซึ่งจะอาศัยกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการทดสอบใช้งานจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในระยะต่อไป

จากนั้น รศ. ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ และนางสาวสุภัค วิรุฬหการุญ ผู้อำนวยการฝ่ายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สอวช. ได้ร่วมกล่าวถึงวัตถุประสงค์และแผนการดำเนินงานโครงการนำร่องเก็บข้อมูลดัชนีนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย

โดย รศ. ดร.สมัคร กล่าวว่า สอวช. ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณ ในประเด็นนี้มามากว่า 1 ปี และปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยนำร่องเข้าร่วมแล้ว 29 แห่ง ครอบคลุม 5 กลุ่มมหาวิทยาลัย ตามการจัดกลุ่มของกระทรวง อว. ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำกรอบดัชนีฯ เข้าหารือในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยและสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และมีแผนขยายการมีส่วนร่วมไปยังกลุ่มมหาวิทยาลัยอื่นเพิ่มเติม

ด้าน นางสาวสุภัค กล่าวว่า แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม แต่การดำเนินงานในปัจจุบันยังมีลักษณะกระจัดกระจาย จึงมีความจำเป็นในการพัฒนากรอบการวัดผลที่ช่วยสะท้อนผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นระบบ และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย

“ดัชนีนวัตกรรมสังคมไม่ได้เป็นแค่ “เครื่องมือวัด” แต่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงข้อมูลที่เชื่อมระบบนโยบาย เข้ากับระบบความรู้ และระบบทรัพยากร โดยทำให้ผลลัพธ์ทางสังคมของมหาวิทยาลัยมองเห็นและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น” นางสาวสุภัค กล่าว

ทั้งนี้ รศ. ดร.สมัคร ยังได้กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงกรอบดัชนีและนิยามเชิงปฏิบัติให้ชัดเจน ก่อนเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเก็บข้อมูลพื้นฐาน (Baseline) ในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 เพื่อทดสอบความเหมาะสมของตัวชี้วัดและใช้เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นสำหรับการวิเคราะห์และปรับปรุงดัชนีในระยะถัดไป

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการนำเสนอ (ร่าง) ดัชนีนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย โดย ผศ. ดร. วรัทยา ชินกรรม รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยดัชนีนวัตกรรมสังคมที่จัดทำขึ้น ไม่ได้มีเพื่อจัดอันดับการแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบและบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างผลกระทบทางสังคม

สำหรับการ (ร่าง) ดัชนีนวัตกรรมสังคมของสถาบันอุดมศึกษาจะแบ่งออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย มิติที่ 1 นโยบาย การบริหารจัดการ และกรอบกฎหมาย กฎ ระเบียบ ในสถาบันอุดมศึกษา เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่กำหนดทิศทาง กลไก และมาตรฐานการดำเนินงานด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม มิติที่ 2 การสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม สะท้อนความพร้อมด้านทรัพยากรและระบบสนับสนุนทุนของสถาบัน สะท้อนการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ มิติที่ 3 บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการสอน วิจัยและการมีส่วนร่วมกับชุมชน สะท้อนการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ รวมถึงงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ท้องถิ่น และโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับชุมชนหรือภาคี สอดคล้องกับแนวทางเชิงพื้นที่ (Area-based) มิติที่ 4 เจตคติและความพร้อมของบุคลากรและนักศึกษา สะท้อนความพร้อมด้านพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กรของนักศึกษาและบุคลากร เป็นฐานสนับสนุนสำคัญต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมในระยะยาว และ มิติที่ 5 โครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนภายในสถาบันอุดมศึกษา สะท้อนขีดความสามารถเชิงระบบในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคม เอื้อต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและการขยายผล

ในช่วงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมประชุมจากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษาได้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อ (ร่าง) ดัชนีนวัตกรรมสังคมฯ โดยเห็นพ้องว่าดัชนีดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับการทำงานเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นระบบมากขึ้น จากเดิมที่หลายโครงการดำเนินการอย่างกระจัดกระจาย ให้สามารถมองเห็นภาพรวมและผลลัพธ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งกรอบ 5 มิติ ยังเห็นว่าครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมสังคม ตั้งแต่นโยบาย ทรัพยากร การดำเนินงานเชิงพื้นที่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร นอกจากนี้ ยังช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถสะท้อนจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการสื่อสารผลลัพธ์ต่อผู้กำหนดนโยบายได้อย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญในหลายประเด็น เพื่อให้ดัชนีมีความเหมาะสมกับบริบทของสถาบันอุดมศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น อาทิ ความจำเป็นในการปรับตัวชี้วัดให้มีความยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัย การทบทวนตัวชี้วัดด้านงบประมาณให้สะท้อน “การเติบโต” มากกว่าสัดส่วนงบประมาณรวม การกำหนดนิยามคำสำคัญให้ชัดเจนเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ ตลอดจนข้อเสนอให้เพิ่มน้ำหนักการวัดผลลัพธ์และผลกระทบทางสังคมมากกว่าการวัดเพียงปัจจัยนำเข้าและกระบวนการ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับภาระในการจัดเก็บข้อมูลและการประเมิน ซึ่งเสนอให้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ลดขั้นตอนเอกสาร และออกแบบระบบให้ใช้งานได้ง่าย รวมถึงเสนอให้รายงานผลในรูปแบบที่สะท้อนพัฒนาการของสถาบัน อาทิ Maturity Profile มากกว่าการให้คะแนนรวมเพียงอย่างเดียว

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สอวช. และมหาวิทยาลัยทักษิณ จะนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปปรับปรุง (ร่าง) ตัวชี้วัด นิยามเชิงปฏิบัติ และแนวทางการประเมินให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการเก็บข้อมูลและการให้คะแนนที่ครอบคลุมรายละเอียดสำคัญ จากนั้นจะเปิดให้มหาวิทยาลัยนำร่องร่วมให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ควบคู่กับการพัฒนาระบบการเก็บข้อมูล โดยในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 จะเริ่มการเก็บข้อมูลพื้นฐาน (Baseline) เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาดัชนีให้สมบูรณ์ ก่อนขยายผลสู่การใช้งานต่อไป

เรื่องล่าสุด