messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » กระทรวง อว. โดย สอวช. เผยภาพอนาคตธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพของไทย ชี้โอกาสเติบโตสูง พร้อมเผยมาตรการสนับสนุนจาก อว. ทั้งการพัฒนาคน งานวิจัย นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน

กระทรวง อว. โดย สอวช. เผยภาพอนาคตธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพของไทย ชี้โอกาสเติบโตสูง พร้อมเผยมาตรการสนับสนุนจาก อว. ทั้งการพัฒนาคน งานวิจัย นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน

วันที่เผยแพร่ 7 มีนาคม 2026 15 Views

(6 มีนาคม 2569) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ คณะอนุกรรมการธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ หอการค้าไทย และ บริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเสวนา “Wellness Foresight 2026: แนวโน้มและกลยุทธ์ธุรกิจ” ณ ห้อง Activity Hall สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมี รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เป็นหนึ่งในผู้ร่วมการเสวนา ร่วมกับ ดร.รัชดา เจียสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด กรรมการคณะอนุกรรมการธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ และดำเนินรายการโดย นายกรด โรจนเสถียร กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานคณะอนุกรรมการธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ

รศ.วงกต ได้กล่าวถึงแนวโน้มและฉากทัศน์ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-Based Economy) สู่เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) จากโมเดลธุรกิจในอดีตที่เน้นปริมาณการท่องเที่ยวหรือพักผ่อนแต่อยู่ในราคาที่ไม่สูงมาก และมุ่งไปที่การดูแลรักษาเมื่อป่วย มาสู่โมเดลใหม่ที่เป็นเศรษฐกิจสุขภาพและเทคโนโลยีขั้นสูง (Health Economy & Deep Tech) ที่เน้นเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ดึงดูดคนที่มีศักยภาพการจ่ายสูงให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงเปลี่ยนรูปแบบไปเน้นการดูแลเชิงรุก (Proactive Optimization) เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการป่วยและทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยจากข้อมูล Global Wellness Economy Monitor 2025 ของ Global Wellness Institute (GWI) จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมในกลุ่ม Health & Wellness มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีกว่า 7.6% คิดเป็น 6.12% ของ GDP โลก ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าเศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมไอที

สำหรับศักยภาพของ Wellness ไทย มีมูลค่าตลาดกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตกว่า 28.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นศักยภาพของไทยในการสร้างการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ โดย 3 กลุ่มเป้าหมายใหม่ของ Wellness ไทย ประกอบด้วย 1. Gen Z & Millennials ที่หันมาลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้น และยังให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตใจ ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงานที่ต้องมี Work-Life Balance 2. Silver Economy อยู่ในกลุ่มสังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) มีศักยภาพในการใช้จ่าย คำนึงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการได้รับบริการในระดับพรีเมียม และ 3. High-Quality Health Tourists เป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากต่างประเทศ

รศ.วงกต ยังได้ชี้ให้เห็นอนาคตของอุตสาหกรรม Wellness ผ่านการวิเคราะห์ฉากทัศน์และโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทย โดยในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง มีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ (Demographic Shift) ที่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เข้าสู่สังคมสูงวัย และเศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy) ขณะเดียวกันก็จะหันมาใส่ใจสุขภาวะทางจิตที่ดี (Mental Wellness) มากขึ้นด้วย ประเทศไทยจึงมีโอกาสสูงในการเป็น Longevity Hub หากปรับตัวจากการบริการพื้นฐานสู่บริการทางการแพทย์เชิงป้องกัน นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแนวทางการใช้ร่างกายมาเป็นข้อมูลและสินทรัพย์ ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสุขภาพ โดยการดูแลสุขภาพจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและโมเดลทางการเงินที่แม่นยำขึ้น อีกประเด็นสำคัญคือการคำนึงถึงทั้งสุขภาพคนและสุขภาพโลก Wellness Tourism จะต้องยกระดับไปสู่ Regenerative Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง ที่ไม่ใช่แค่ไม่ทำลาย แต่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งจุดแข็งคือประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับการสร้างจุดหมายปลายทาง (Destination) ในการท่องเที่ยวเชิงบำบัดระดับโลก

รศ.วงกต ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวง อว. ที่สนับสนุนเรื่อง Wellness ประกอบด้วย 1. การพัฒนากำลังคน (Manpower) ได้พัฒนาหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษา และมีหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อพัฒนาทักษะขั้นสูง เช่น Wellness Therapist มีหลักสูตร Re-Skill Up-Skill เพื่อเพิ่มทักษะทางอาชีพ 2. การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม (research & Innovation) ผ่านการให้ทุนของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ทุนวิจัยด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทุนวิจัยด้านอาหาร ทุนวิจัยด้านการจัดการเชิงพื้นที่และภูมิปัญญาเชิงพื้นที่ ทุนวิจัยด้านสาธารณสุข 3. การบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation) มีทุนสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม ในด้าน Health Tech และ Deep Tech 4. การพัฒนานโยบาย (Policy) ทั้งการทำมาตรฐาน/จริยธรรม Wellness Foresight, Sandbox, Consortium, และการจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) 5. ระบบฐานข้อมูล (Data Base) ไม่ว่าจะเป็นระบบฐานข้อมูลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ระบบฐานข้อมูลนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ระบบฐานข้อมูลนิสิต/นักศึกษาด้านสุขภาพ และ 6. โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในอุทยานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการและพื้นที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ โรงงานต้นแบบ หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจระยะเริ่มต้น (UBI) และในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย คณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ/เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ รศ.วงกต ยังได้ยกตัวอย่างโครงการ BOI STEM++ ที่เป็นมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดำเนินการร่วมกับ สอวช. และเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยหลายหลักสูตรในโครงการนี้มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านอาหารและสุขภาพด้วยเช่นกัน อาทิ การพัฒนาทักษะกำลังคนด้านผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 360 องศา การออกแบบอาหารว่าง ขนมหวาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะ โภชนาการผู้สูงวัยขั้นสูง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุด้วยมาตร IDDSI หลักสูตรปั้นนักพัฒนาอาหารแห่งอนาคตจากโปรตีนทางเลือก เป็นต้น

เรื่องล่าสุด