messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » กระทรวง อว. โดย สอวช. กางผลงานขับเคลื่อนนโยบายด้าน อววน. บูรณาการงบประมาณ พัฒนากำลังคน วางรากฐานยกระดับเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ

กระทรวง อว. โดย สอวช. กางผลงานขับเคลื่อนนโยบายด้าน อววน. บูรณาการงบประมาณ พัฒนากำลังคน วางรากฐานยกระดับเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ

วันที่เผยแพร่ 2 มีนาคม 2026 20 Views

ปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการและกลไก ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ ภายใต้บทบาทของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเชิงนโยบาย กำหนดทิศทาง บูรณาการ และเชื่อมโยงการทำงานของ อววน. ทั้งระบบให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สอวช. ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่สำคัญในการวางรากฐานและกำหนดทิศทางด้าน อววน. ให้สามารถสร้าง       ขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย ยกระดับสังคมและการพัฒนาเชิงพื้นที่ เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ พัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และส่งเสริมการพัฒนาระบบ อววน. ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความพร้อมของประเทศให้สามารถรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในอนาคตได้

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ในปีที่ผ่านมา สอวช. ได้ยกระดับผู้ประกอบการสู่การขยายขนาด (Scaleup) และตลาดในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับกลไกการนำงานวิจัยออกสู่ตลาด รวมถึงการปิดช่องว่างของระบบนิเวศนวัตกรรมและส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจนวัตกรรม ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศ University Holding Company (UHC) ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น อาทิ การเชื่อมโยง UHC กับหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ การสร้างความร่วมมือกับบริษัทเอกชน ทำให้ปัจจุบันมีการจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุนแล้วใน 12 มหาวิทยาลัย สนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า 110 ราย มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการขยายตลาดของผู้ประกอบการนวัตกรรม (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) เพื่อเชื่อมงานวิจัยสู่ตลาดจริงทั้งในและต่างประเทศ โดย สอวช. ทำหน้าที่เป็น Strategic Partner ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ขยายผลจากระดับพื้นที่ไปสู่แพลตฟอร์มระดับประเทศ นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและพัฒนาผู้เล่นไทยให้สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยีเข้มข้น และสร้างมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารอนาคต อุตสาหกรรมชีววิทยาสังเคราะห์ ตลอดจนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น

ในมิติการยกระดับสังคมและการพัฒนาเชิงพื้นที่ การขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility) เป็นหนึ่งเป้าหมายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยได้พัฒนานวัตกรรมช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะ ที่มีต้นแบบนโยบายมาจากความร่วมมือระหว่าง สอวช. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องริเริ่มขึ้น ภายใต้ “โครงการกลไกการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาสำหรับกลุ่มเปราะบาง” เพื่อพัฒนาต่อยอดแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างระบบสนับสนุนที่ยั่งยืนในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมศักยภาพเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถขยับสถานะทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องใน 2 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นอกจากนี้ สอวช. ยังได้พัฒนากรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำด้วย อววน. พ.ศ. 2569–2570 เพื่อใช้เป็นกรอบเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วย อววน. ที่สามารถตอบสนองต่อความหลากหลายของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อีกหนึ่งมิติด้านสังคมและการพัฒนาเชิงพื้นที่ คือการพัฒนากลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise Incubation Platform: SEIP) แพลตฟอร์มที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และศักยภาพการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบทางสังคมและการพัฒนาพื้นที่จริง โดยถูกออกแบบจากปัญหาและความต้องการจริงของผู้ประกอบการในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านสิ่งแวดล้อม ปีที่ผ่านมา สอวช. ยังคงเร่งเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านการยกระดับการขับเคลื่อนโครงการ “Net Zero Campus” ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยปัจจุบันได้รับความร่วมมือจาก 92 สถาบัน สามารถขยายผลสู่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างน้อย 100 แห่ง และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งร่วมพัฒนามาตรฐานตัวชี้วัดผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator : GEI) เพื่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการไทยสู่ในการดำเนินธุรกิจสีเขียว ครอบคลุมทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและธรรมมาภิบาล และอีกหนึ่งโครงการที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องคือ โครงการขับเคลื่อนระดับพื้นที่อย่าง “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” พื้นที่ทดลองนำร่องการเป็นเมืองมุ่งไปสู่การเป็น Net Zero Emission โดยออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมร่วมกับพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแสดงเจตจำนงค์ในระดับนานาชาติแล้ว และจะมีการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับนโยบายประเทศต่อไป

สำหรับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สอวช. ได้พัฒนาฐานข้อมูลความต้องการกำลังคน ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการแรงงานใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2568–2572 ครอบคลุมทั้งตำแหน่งงานและทักษะที่มีความต้องการสูง รวมถึงได้ออกแบบนโยบายเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนของประเทศผ่านแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง หรือ แพลตฟอร์ม STEMPlus ยกระดับให้นักศึกษาและผู้เรียนมีทักษะและเรียนรู้จากการทำงานจริง โดยที่ผ่านมา มีการจ้างงานใหม่ด้าน STEM กว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน ในส่วนของกลไกการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ที่มีเป้าหมายให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนานวัตกรรมการอุดมศึกษา พบว่า มีข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาแล้วจำนวน 24 ข้อเสนอ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงมากกว่า 26,620 คน โดยในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ แล้วจำนวน 4 แห่ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงได้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม

ในเชิงการวางรากฐาน สอวช. ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ อววน. ให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการปลดล็อกข้อจำกัดของกฎหมาย และจัดทำกฎหมายลำดับรองในการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ให้เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การยกระดับผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายปฏิรูป อววน. และปรับปรุงระบบบริหารของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMUs) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการจัดสรรทุนวิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ได้ส่งเสริมความร่วมมือ อววน. ระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการ พัฒนากำลังคน พัฒนาเครือข่ายวิจัย การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งทุนสำหรับการวิจัยและนวัตกรรม

“สอวช. ไม่ได้ทำงานนโยบายบนหอคอย ทุกนโยบายเราทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง เพื่อให้มั่นใจว่าจะตอบโจทย์และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นสัญญาณที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” มากขึ้น จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และพื้นที่พัฒนาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พบว่าเริ่มปรากฏ “สัญญาณเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบการเติบโตบนฐานการผลิตและต้นทุน ไปสู่การเติบโตบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ดร. สุรชัย กล่าว

สัญญาณแรกของการเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม คือการเปลี่ยนแปลงของความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมมากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว สัญญาณต่อมา คือความต้องการด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากภาคเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยมากขึ้น โดยเฉพาะในงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงและใช้เวลาพัฒนาในระยะยาว สะท้อนว่าภาคเอกชนเริ่มมอง R&D เป็น “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าต้นทุนระยะสั้น ตลอดจนสัญญาณจากการพัฒนาพื้นที่จากเชิงโครงการสู่การพัฒนาเชิงระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกันในลักษณะของแพลตฟอร์มกลางมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน ระบบ อววน. ก็เริ่มมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการร่วมออกแบบทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” สะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความร่วมมือออกแบบอนาคตระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบนวัตกรรมไทย

ดร.สุรชัย ยังได้สะท้อนภาพอนาคตว่า ในระยะต่อไป สอวช. จะจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. พ.ศ. 2571–2575 เพื่อระดมศักยภาพของระบบ อววน. แก้ไขปัญหาสำคัญของสังคม โดยมีภารกิจที่ชัดเจน มีกรอบเวลา วัดผลได้ และเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตลอดการจัดทำนโยบาย

ในการขับเคลื่อนเชิงกลไก สอวช. ได้ผลักดันการจัดตั้งสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง รวมถึงการร่วมลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจนวัตกรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม และกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สอวช. ยังคงขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่องทั้งในด้านธุรกิจเทคโนโลยี โดย สอวช. จะพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุนให้ Holding Company สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ในด้านอุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ จะเร่งสร้างตลาดอาหารสุขภาพที่ปลอดภัย ขยาย Positive List และพัฒนากลไกสนับสนุนการขึ้นทะเบียนอาหารอนาคต รวมถึงในระยะกลาง–ยาว จะจัดตั้งคอนซอร์เทียมวิจัย–อุตสาหกรรม พัฒนาผลผลิตเกษตรสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สอวช. จะมุ่งสร้างจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยจาก “ฐานการผลิตปลายน้ำ” สู่ “ผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีต้นน้ำ” ผ่านการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตเวเฟอร์ ไปจนถึงการประกอบและทดสอบ สร้างความพร้อมรองรับการลงทุนขนาดใหญ่จากอุตสาหกรรมระดับโลก การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ Photonics, Power Electronics และ Advanced Sensors ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและต่อยอดเชิงพาณิชย์ และการพัฒนากำลังคนทักษะสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยยกระดับห้องปฏิบัติการและผลิตบุคลากรเฉพาะทางร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมในระยะยาว

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สอวช. ยังคงเชื่อมโยงนโยบาย การวิจัย และการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบความร่วมมือเชิงโครงสร้างระหว่างหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ที่ครอบคลุมทั้งการผลักดันเชิงนโยบาย การทดสอบเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน ทั้งในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง รวมถึงระบบราง ขณะที่อุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จะมีการผลักดันเทคโนโลยีและกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการใช้งานจริงในพื้นที่ควบคุม และต่อยอดไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ต่อไป

ในด้านการพัฒนากำลังคน ยกตัวอย่างการพัฒนากำลังคนเฉพาะทางในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สอวช.จะออกแบบโปรแกรมการพัฒนาที่ครอบคลุมในทุกมิติ รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อเติมเต็มในด้านที่ประเทศไทยยังขาด และเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ของประเทศ

ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะยกระดับโครงการ Net Zero Campus ให้เป็นยุทธศาสตร์กระทรวง อว. และให้ทั้ง 172 มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตั้งนโยบายการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero Emission โดยมีการพัฒนา Net Zero Pathway ของแต่ละมหาวิทยาลัยเพื่อขับเคลื่อนในระดับนโยบายจนถึงปฏิบัติ และพัฒนาระบบการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของการดำเนินการให้เป็นระบบเดียวกันกับของประเทศ เพื่อเป้าหมายในการรายงานระดับนานาชาติเดียวกัน ส่วนการขับเคลื่อนมาตรฐาน GEI สอวช. จะผลักดันและขับเคลื่อนผู้ประกอบการ โดยใช้ GEI ร่วมกับกลไกนวัตกรรมเชิงระบบที่อยู่ในระหว่างพัฒนากับหน่วยงานที่สามารถออกนโยบายจูงใจเพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวตลอดทั้งระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในตลาดโลก

จะเห็นได้ว่าผลงานในปี 2568 และการดำเนินงานที่จะก้าวต่อไปในปี 2569 ของ สอวช. ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการตามภารกิจ แต่เป็นการ “วางรากฐานการเติบโตที่เข้มแข็ง”ของการขับเคลื่อนนโยบายและระบบนวัตกรรมไทย ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และพื้นที่พัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และความยั่งยืนในระยะยาว

เรื่องล่าสุด