สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับเชิญให้ร่วมอภิปรายในงาน I-Nation Global Summit 2025 ภายใต้ National Innovation and Commercialisation Expo 2025 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
I-Nation Global Summit 2025 เป็นการประชุมด้านนวัตกรรมระดับแนวหน้าของประเทศมาเลเซีย จัดโดย Malaysian Research Accelerator for Technology & Innovation (MRANTI) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ Ministry of Science, Technology and Innovation (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่ 4 ของการจัดงาน ซึ่งมีการรวบรวมนักนวัตกรรม นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายระดับแนวหน้าจากทั่วโลก เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และเปิดตัวนวัตกรรมแนวทางการแก้ปัญหาเชิงนโยบายด้านเทคโนโลยี งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 8 ตุลาคม 2568 โดยเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้ National Innovation and Commercialisation Expo 2025 (NICE 2025) ซึ่งเป็นงานด้านนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซีย


สำหรับปีนี้ I-Nation Global Summit ได้ขยายขอบเขตจากการมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นระดับชาติ ไปสู่การตอบโจทย์ความท้าทายและโอกาสในระดับโลก โดยนำเสนอแนวทางแก้ไขที่มีผลกระทบสูงและสามารถขยายผลได้ในภาคส่วนสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech), และเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech)
ดร.ปราณปรียา ศรีวรรณวิทย์ ลุนด์แบร์ย ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ สอวช. ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ร่วมอภิปราย (Panelist) ในช่วง Passport Booth – Playbook for Going Borderless โดยมี Ms. Linda Nguyen Schindler, Regional Director of Ecosystem Strategy & Partnerships and Head of AI (Asia), Start2 Group และ Mr. Nicholas Field, Director of Operations and Development, Datasphere Initiative เป็นผู้ร่วมอภิปราย และ Mr. Eric Lee, Regional Managing Partner Asia, Digital Districts เป็นผู้ดำเนินรายการ (Moderator)

การอภิปรายในหัวข้อนี้ มุ่งเน้นถึงกลยุทธ์สำหรับภาคเอกชน โดยเฉพาะสตาร์ทอัพ ในการขยายตัวสู่ตลาดระดับโลก การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ รวมถึงการส่งเสริมนวัตกรรมข้ามพรมแดน ดร.ปราณปรียา ได้ร่วมแบ่งปันบทเรียนเชิงนโยบายและแนวทางสนับสนุนสตาร์ทอัพ โดยเน้นกลยุทธ์การขยายตัวสู่ระดับโลก เชื่อมโยงกับแผนความร่วมมือระดับอาเซียน เช่น Master Plan on ASEAN Connectivity และ ASEAN Connectivity Strategic Plan การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม เช่น EECi และ Digital Park Thailand ที่ช่วยให้เกิดการทดสอบนวัตกรรม การเคลื่อนย้ายบุคลากรวิจัย และการเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับการทําวิจัยและพัฒนา (R&D) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ แนวทางขับเคลื่อนนโยบายของไทยเพื่อผลักดันธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven Enterprise: IDE) ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าหมายยกระดับไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการเพิ่มจำนวนบริษัทนวัตกรรมที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย

นอกจากนั้น ดร.ปราณปรียา ยังได้กล่าวถึงนโยบายการสนับสนุนสตาร์ทอัพในการเริ่มเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยได้ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มในระดับภูมิภาคภายในอาเซียนซึ่งมีโครงการที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายบุคลากร การทดสอบนวัตกรรม และการเข้าถึงตลาดในประเทศสมาชิก โครงการระหว่างรัฐบาล (G2G) ผ่านข้อตกลงความร่วมมือด้านนวัตกรรมแบบทวิภาคี เช่น Joint Commission for Bilateral Cooperation รวมถึงนโยบายการสนับสนุนระดับชาติสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยได้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะเพื่อรองรับบริษัทเหล่านี้ให้เข้าสู่ตลาดไทยได้อย่างราบรื่น โดยมีบริการบ่มเพาะธุรกิจ การให้คำปรึกษา และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่า และการจับคู่กับนักลงทุนและภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ การบูรณาการกับระบบนิเวศท้องถิ่น การเข้าถึงบุคลากรคุณภาพ และความพร้อมด้านกฎระเบียบ

National Innovation and Commercialisation Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 9 ตุลาคม 2568 ณ World Trade Centre กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://nice.mosti.gov.my/