
รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพพลังงาน ครั้งที่ 66 (Energy Efficiency and Conservation Experts Group: EGEEC 66) และการประชุมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน ครั้งที่ 64 (Expert Group on New and Renewable Energy Technologies: EGNRET 64) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ APEC Energy Working Group (EWG) ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 – 2 เมษายน พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Transforming the energy landscape: accelerating Bio Circular Economy with clean energy and AI-driven energy efficiency” โดยมีนางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานเปิดการประชุม และนายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานปิดการประชุม ซึ่งมีผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก
ในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ในภูมิภาคเอเปก โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการเตรียมรับมือความต้องการพลังงาน การวางมาตรฐานด้านพลังงาน และการวิเคราะห์ภาพรวมแนวโน้ม Bioenergy จากรายงานผลการศึกษา APEC Bioenergy Outlook ที่ระบุสัดส่วนความต้องการพลังงานชีวภาพที่มีถึงร้อยละ 61 ของอุปทานพลังงานหมุนเวียนโลก จากภาคการผลิตไฟฟ้าและการขนส่ง โดย รศ.วงกต ได้ร่วมนำเสนอในหัวข้อ “Role of Energy Sector in Thailand Net Zero 2050 Pathways” ได้กล่าวถึงเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions ซึ่งกำหนดให้ในปี พ.ศ. 2593 ประเทศไทยต้องลดการปล่อย GHG ให้เหลือเพียง 120 MtCO₂eq พร้อมกันนั้นต้องเพิ่มการดูดซับคาร์บอนผ่านกลไก Land Use, Land-Use Change and Forestry (LULUCF) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS/BECCS) ให้ได้อีก 120 MtCO₂eq เพื่อให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแผนงานตามกรอบ NDC 3.0 (ปี พ.ศ. 2574–2578) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยตั้งเป้าลดการปล่อย GHG แบบ Absolute Emission Reduction เทียบกับปีฐาน 2562 รวม 109.2 MtCO₂eq แบ่งเป็นมาตรการภาคบังคับ (Unconditional) 64.7 MtCO₂eq และมาตรการที่ต้องอาศัยการสนับสนุนระหว่างประเทศ (Conditional) 44.5 MtCO₂eq

ในด้านเทคโนโลยีสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ รศ.วงกต ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการผสมผสานเทคโนโลยีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ไฮโดรเจน (Hydrogen) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS/BECCS) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR) เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคการผลิต และภาคขนส่ง
รศ.วงกต ยังได้นำเสนอบทบาทของ สอวช. ในฐานะ APEC Center for Technology Foresight (APEC CTF) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนากำลังคน อันเป็นองค์ประกอบหลักของ Energy Transition Index ตามกรอบ World Economic Forum รวมถึงได้นำเสนอกรอบการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและขอบเขตการลงทุน ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีที่พร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเทคโนโลยีในระยะพัฒนา

