(25 มีนาคม 2569) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Foresight Workshop: Co-Visioning Thailand’s Space Future” จัดโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) โดย ดร.สุรชัย ได้รับเชิญให้เป็น Keynote Speaker ในหัวข้อ “Strategic Foresight in Thailand’s Policy-Making” การใช้ Strategic Foresight เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะ ณ ห้อง Gallery 1 ชั้น 36 ณ โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม)

ดร.สุรชัย ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์โลกที่ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง การกำหนดนโยบายสาธารณะจึงไม่สามารถใช้เพียงแค่การพึ่งพาข้อมูลในอดีตได้อีกต่อไป ซึ่ง Strategic Foresight หรือ การคาดการณ์เชิงกลยุทธ์ จะเข้ามาเป็นกระบวนการในการสำรวจแนวโน้ม ความไม่แน่นอน และอนาคตที่เป็นไปได้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในปัจจุบัน และยังช่วยให้รัฐบาลสามารถมองอนาคตได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน และสามารถออกแบบนโยบายที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงได้

การทำนโยบายในรูปแบบเดิมจะมองเป็นเส้นตรง (Linear) ตั้งรับกับปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต โดยจะแยกส่วนการทำงานและมีนโยบายที่ค่อนข้างแข็งตัว ปรับเปลี่ยนยาก ขณะที่แนวทางนโยบายที่ใช้ Foresight จะใช้รูปแบบการมองอนาคตที่หลากหลายที่เป็นไปได้ (Multiple Future) เป็นการคาดการณ์ความเสี่ยงและเตรียมการล่วงหน้า มองปัญหาเชิงระบบ จนออกมาเป็นนโยบายที่มีความยืนหยุ่น ปรับเปลี่ยนเข้ากับสถานการณ์ได้
ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึง 4 เสาหลักของนโยบายที่เตรียมพร้อมสู่อนาคต (The Future-Ready Framework) ประกอบด้วย 1. การมองเห็น (Seeing) เป็นการถอดรหัสสัญญาณเตือนและกำหนดเป้าหมายในระยะ 20-30 ปี มีการวิเคราะห์แรงขับเคลื่อน (Drivers of Change) เพื่อค้นหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงก่อนเกิดผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ชาติ สร้างยุทธศาสตร์ชาติที่มีพื้นฐานจากการวิเคราะห์อนาคต ไม่ใช่แค่สถานการณ์ปัจจุบัน 2. การนำทาง (Navigating) คือการบริหารความไม่แน่นอน เพื่อจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรที่มีจำกัด 3. การเชื่อมโยง (Connecting) การสลายไซโลเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน มีการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม 4. การลงมือทำ (Executing) ผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายที่ทำได้จริง และสร้างความตระหนักให้กับผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker)

กระบวนการใช้เครื่องมือ Foresight ในการทำนโยบาย เริ่มจากการสำรวจ (Scanning) โดยใช้เครื่องมือ เช่น Horizon Scanning, Weak Signals Analysis ในการหาแรงขับเคลื่อน จากนั้นเข้าสู่การเจาะลึกและประเมิน (Evaluating) ผ่านเครื่องมือ เช่น Trend Analysis, Delphi Survey ดึงความเชี่ยวชาญจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อมาคือการจำลองอนาคต (Simulating) ด้วยเครื่องมือ เช่น Scenario Planning, Policy Stress-Testing เพื่อสร้างทางเลือกและทดสอบความยืดหยุ่นของนโยบาย และกำหนดเส้นทาง (Mapping) ด้วยเครื่องมือ เช่น Roadmapping, Backcasting เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ ก่อให้เกิดเป็นผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบาย (Strategic Impact) ตั้งแต่การกำหนดเทคโนโลยีเป้าหมาย การจัดลำดับงบประมาณ โดยรัฐบาลใช้ Foresight เพื่อโฟกัสและเลือกสาขาที่ควรลงทุนสูง และช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนพลาด นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง อาทิ Smart City, Autonomous Vehicle, Bio-Health Industry
ทั้งนี้ ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงการดำเนินงานของ สอวช. ที่อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบนโยบายยุทธศาสตร์และแผนด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571–2575) โดยจะมีการนำแนวคิดด้านนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมที่มุ่งเน้นเป้าหมาย (Mission-Oriented Innovation Policy: MOIP) มาใช้ เพื่อเลือกประเด็นสำคัญที่ประเทศควรขับเคลื่อนอิงจากเป้าหมายใหญ่ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งการจัดทำกรอบนโยบายฯ ดังกล่าว จะนำแนวคิด Foresight มาใช้สนับสนุนการดำเนินงานด้วย

ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงการจัดตั้ง “ภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย” (Thailand Foresight Alliance: TFA) ที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศการคาดการณ์อนาคต (Foresight Ecosystem) เพื่อการวางแผนยุทธศาสตร์ที่แม่นยำ โดยกิจกรรมหลักของ TFA คือการจัดทำรายงานสัญญาณ และแนวโน้มของประเทศในมิติต่าง ๆ การพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร การให้คำปรึกษาด้านการคาดการณ์อนาคต การสร้างความร่วมมือและเครือข่าย และการเผยแพร่ผลงานวิจัยและรายงาน

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างยุทธศาสตร์อวกาศและภูมิสารสนเทศไทยสู่อนาคต เริ่มตั้งแต่ชั้นที่ 1 โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสาธารณะ ที่เป็นข้อมูลดาวเทียม ครอบคลุมทั้งด้านการจัดการเกษตร น้ำ ผังเมือง ภัยพิบัติ ชั้นที่ 2 ตลาดการบริการมูลค่าสูง ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และชั้นที่ 3 การสร้างขีดความสามารถอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพื่อทำให้เกิดอธิปไตยทางเทคโนโลยีของประเทศได้ในอนาคต โดยรากฐานและแรงขับเคลื่อนสู่อนาคต ต้องเปลี่ยนจาก Data-Poor สู่ Data-Driven เปลี่ยนการวางแผนนโยบายจากการเดาหรือใช้ข้อมูลภาคสนาม สู่การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่แม่นยำ ใช้โครงการ THEOS-2 เป็นฐานในการสะสมทักษะวิศวกรรมและสร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศ และเตรียมพร้อมรับมือฉากทัศน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ยืดหยุ่นต่อความผันผวนของโลก



