messenger icon
×
หน้าหลัก » ข่าวประชาสัมพันธ์ » กระทรวง อว. โดย สอวช. ร่วมกับ สทน. เปิดรับฟังความเห็นแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของไทย มุ่งบูรณาการความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศในประเทศ เชื่อมโยงนานาชาติ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

กระทรวง อว. โดย สอวช. ร่วมกับ สทน. เปิดรับฟังความเห็นแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของไทย มุ่งบูรณาการความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศในประเทศ เชื่อมโยงนานาชาติ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

วันที่เผยแพร่ 16 มีนาคม 2026 19 Views

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น “Fusion Thailand 2050: แผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม An-An ชั้น Basement (ชั้นใต้ดิน) โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ โดยมี รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน

รศ.วงกต กล่าวว่า จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สอวช. ร่วมกับทีมวิจัย ได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย โดยได้กำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว 25 ปี (ค.ศ. 2025-2050) ที่ช่วยสนับสนุนการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีฟิวชันถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานสะอาด ปลอดภัย ปราศจากความเสี่ยงจากการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ และไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีที่เป็นอันตรายในระยะยาว นอกจากนี้ เทคโนโลยีฟิวชันยังสามารถสร้างผลพลอยได้ทางเทคโนโลยี (Spin-offs) ที่นำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญหลายด้าน อาทิ เทคโนโลยีแม่เหล็กและตัวนำยิ่งยวดสำหรับระบบการแพทย์ เช่น MRI และระบบรถไฟความเร็วสูง วัสดุขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ รวมถึงเทคโนโลยีพลาสมาสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์

สอวช. ยังได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการจัดทำแผนที่นำทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของไทยให้กับกระทรวงพลังงาน โดยมีกรอบการดำเนินงานจนถึงปี พ.ศ. 2580 ซึ่งการรับฟังความเห็นในครั้งนี้ก็จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศต่อไปด้วย

“การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงร่างแผนที่นำทางฯ ให้มีความสมบูรณ์ รอบด้าน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันวางรากฐาน ระบบนิเวศเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย ให้สามารถเชื่อมโยงกับความร่วมมือในระดับนานาชาติ และเป็นหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” รศ.วงกต กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.บุญญฤทธิ์ ฉัตรทอง รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรมและประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอและรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย (2026 – 2050) โดยได้แนะนำเกี่ยวกับฟิวชันเทคโนโลยี สถานภาพและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีฟิวชันในระดับนานาชาติ การศึกษาฟิวชันเทคโนโลยีในต่างประเทศ สถานภาพและระบบนิเวศนวัตกรรมของการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย ยุทธศาสตร์และแผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย รวมถึงฐานข้อมูลเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทยและข้อเสนอแนวทางจัดตั้ง Expert Consortium

ภายในงานยังได้มีการจัดเสวนา เรื่อง “การส่งเสริมและขับเคลื่อนเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ รศ. ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) นายยศพล รัฐอมฤต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายวีรวัฒน์ วงศ์เจริญใหญ่ ผู้บริหาร Partner, SeaX Ventures ดำเนินรายการโดย ดร.สมศักดิ์ แดงติ๊บ ผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สทน. เพื่อเป็นเวทีในการหารือแนวทางการนำแผนที่นำทางฯ ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

โดยจากการเสวนาสรุปได้ว่า ประเทศไทยเดินหน้าศึกษาและเตรียมความพร้อมสู่การใช้เทคโนโลยีฟิวชัน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคตที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ Carbon Neutrality และ Net Zero ภายในปี 2050 ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป กำลังเร่งลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันอย่างเข้มข้น ทั้งในรูปแบบโครงการวิจัยขนาดใหญ่และการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านพลังงานแห่งอนาคต ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันให้ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้น

รศ. ดร.ธวัชชัย กล่าวโดยสรุปว่า ปัจจุบันมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยฟิวชันมีเครื่องปฏิกรณ์ทดลอง “ไทยโทคาแมค-1 (Thailand Tokamak-1 : TT-1)” ซึ่งใช้สำหรับการศึกษาวิจัยด้านพลาสมาและเทคโนโลยีฟิวชัน นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงของประเทศ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศต่างๆ ในระดับนานาชาติ ทั้งการนำฟิวชันมาใช้เชิงพาณิชย์ภายในปี 2050 อาจยังต้องใช้เวลาในการพัฒนา ดังนั้นในระยะเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) อาจเป็นทางเลือกสำคัญก่อนที่ฟิวชันจะพร้อมใช้งาน ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันด้วยตนเองทั้งหมด แต่สามารถกำหนดบทบาทของประเทศในฐานะ “Smart User” ที่นำเทคโนโลยีฟิวชันมาใช้เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และ “Smart Supplier” ที่พัฒนาเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนบางส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เช่น วัสดุขั้นสูง ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่น ๆ ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีความเข้มแข็ง เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตชิ้นส่วนหรือวัสดุสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันในอนาคต นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการผูกขาดทางเทคโนโลยี (Monopoly Risk) โดยกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ในอนาคต ซึ่งการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลก จะช่วยให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบเมื่อเทคโนโลยีนี้เข้าสู่เชิงพาณิชย์

ดร.จิตติ กล่าวว่า หน่วยงานมีบทบาทในการสนับสนุนทุนวิจัยและการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการพัฒนาเทคโนโลยีอนาคต รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา การสนับสนุนโครงการร่วมรัฐ-เอกชน (Co-funding) การสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ บพค. เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศจำเป็นต้องมี แผนที่นำทาง (Roadmap) ที่ชัดเจน และต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาระดับการสนับสนุนงบประมาณให้สม่ำเสมอ เพราะเทคโนโลยีฟิวชันต้องใช้เวลาและสื่อสารให้สาธารณชนนอกวงการเข้าใจได้ยาก ทั้งนี้ ภาครัฐพร้อมที่จะสร้างกลไกการให้ทุนร่วม (Co-funding) อย่างเต็มที่ หากภาคเอกชนมีความสนใจที่จะลงทุนอย่างจริงจัง

นายยศพล กล่าวถึงการดำเนินของ กฟผ. ได้ติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีฟิวชันอย่างใกล้ชิด พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานเสริมในอนาคต การประเมินความสามารถในการแข่งขันของพลังงานฟิวชันเมื่อเทียบกับพลังงานประเภทอื่น รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและมาตรฐานความปลอดภัย โดยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมพัฒนาองค์ความรู้ในโครงการวิจัยระดับโลก เช่น โครงการ ITER เป็นต้น และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศและระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันยังมีความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านต้นทุนเทคโนโลยี การแข่งขันกับพลังงานทางเลือกอื่น โดยมีเป้าหมายว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้า (LCOE) จะต้องสามารถแข่งขันกับพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์หรือพลังงานลมที่รวมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานให้ได้ นอกจากนี้ ได้ชี้แจงประเด็นราคาค่าไฟว่า แม้เชื้อเพลิงจะหาได้ง่าย แต่ค่าไฟไม่มีทางเป็นศูนย์เนื่องจากยังมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น ค่าก่อสร้างระบบและสายส่ง แต่ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Resilience)” ซึ่งจะช่วยให้ค่าไฟของไทยในอนาคตมีเสถียรภาพ และไม่ผันผวนตามวิกฤตการณ์พลังงานโลก รวมถึงการสร้างความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์แบบเดิม

นายวีรวัฒน์ กล่าวโดยสรุปว่า บริษัทเป็นกองทุนลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่มีการลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน เทคโนโลยีฟิวชัน เช่น บริษัท Type One Energy รวมทั้งด้าน AI และ Robotics พลังงานแห่งอนาคต มองว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet) จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการพัฒนาด้านฟิสิกส์พลาสมาและเทคโนโลยีฟิวชันให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับศักยภาพของระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High-performance Computing) ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก จะช่วยให้การจำลองแบบ (Simulation) และการทดลองเชิงคำนวณสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญภายในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะ Consortium ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการพัฒนาในระยะยาว รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น จีน และญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ และทางกองทุนยังพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง เพื่อดึงดูดองค์กรขนาดใหญ่ของไทย เช่น ปตท. ให้เข้ามาร่วมเรียนรู้และศึกษาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ร่วมกัน

ประเทศไทยควรมีการจัดทำแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศไทย (Thailand Fusion Roadmap) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนการวิจัย การพัฒนากำลังคน และการสร้างความร่วมมือทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว

Tags:

เรื่องล่าสุด