(20 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมระดมความคิดเห็นการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาด้านธาตุหายากหรือ Rare Earth ของประเทศ ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 และ 2 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 โดยมี รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดการประชุม

รศ.วงกต กล่าวว่า สอวช. เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ที่รับผิดชอบด้านนโยบายใน 2 ส่วน คือด้านการพัฒนากำลังคน ที่เชื่อมโยงกับประเด็นการเตรียมกำลังคนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านธาตุหายาก และอีกส่วนหนึ่งคือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งด้านวิทยาศาสตร์ จะรวมถึงศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย


“สอวช. ต้องการความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานต่อไป โดยมองว่าเรื่อง Rare Earth ควรเป็นอีกหนึ่งทิศทางอนาคตของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายและเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การหารือในครั้งนี้จึงจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป” รศ.วงกต กล่าว


การประชุมระดมความคิดเห็นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ร่วมกันพิจารณาโอกาสและทิศทางของประเทศไทยในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานธาตุหายาก ตั้งแต่การสำรวจ การสกัด ไปจนถึงนวัตกรรมการใช้ประโยชน์ 2. ระดมสมองเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย สำหรับการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และการสร้างกำลังคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และ New S-curve ของประเทศ 3. หารือแนวทางการสร้างความร่วมมือ เช่น ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์รวมความร่วมมือด้านธาตุหายากของประเทศ เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 4) เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎระเบียบ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการดำเนินงานด้านธาตุหายากควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมสมอง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับมิติที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการพัฒนากำลังคน เพื่อเพิ่มโอกาสในการผลักดันเรื่องธาตุหายากให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และนำมาช่วยขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติการเป็นมิตรต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและการจ้างงาน

ด้าน รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า ประเด็นเรื่องธาตุหายาก เป็นประเด็นที่สำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต จากสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การมีความสามารถทางเทคโนโลยีจึงเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศและสามารถนำมาเป็นข้อต่อรองทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ ธาตุหายากยังถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของไทย เนื่องจากประเทศมีทั้งทรัพยากร มีประสบการณ์ มีผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญและมีองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ในเชิงวิชาการ จึงเป็นที่มาในการเชิญนักวิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาหารือกันในวันนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันการนำธาตุหายากไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน อุตสาหกรรมสมัยใหม่ หรือในกระบวนการสกัดที่ก่อให้เกิดกัมมันตรังสีและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานสีเขียวได้
รศ. ดร.ธวัชชัย ยังได้ย้ำว่า ไทยสนใจเกี่ยวกับธาตุหายากมานาน โดยได้มีการตั้งศูนย์ธาตุหายาก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และต่อมาศูนย์ดังกล่าวได้โอนย้ายภารกิจมาอยู่ภายใต้ สทน. ซึ่งได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ มีการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีความสนใจเรื่องการวางแนวทางพัฒนาธาตุหายากของประเทศ จึงเป็นโจทย์ของการประชุม เพื่อระดมสมองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญก่อนจะนำไปวางแผนต่อเนื่องในบทบาทว่าไทยควรมีทิศทางด้านนี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ


นอกจากนี้ ศ.ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ที่ปรึกษา สอวช. ได้กล่าวถึงการวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาประเทศไทยมีศักยภาพและวิสัยทัศน์ด้านแร่หายากนานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะแร่โมนาไซต์จากกากแร่ดีบุกที่มีแนวโน้มนำมาสกัดเอาทอเรียมได้ แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขันและขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง เมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น จีนหรือ มาเลเซีย ดังนั้น การผลักดันนโยบายเพื่อสร้างนวัตกรรมและสินค้ามูลค่าสูงจากทรัพยากรที่มีอยู่ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ สอวช. ควรเร่งดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากภาวะชะงักงันและสานต่อแนวคิดจากอดีตให้เกิดผลจริงในเชิงพาณิชย์และเทคโนโลยี
โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติการบรรยายจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในมิติต่างๆ ได้แก่ 1) ดร.ธัญญา แพรวพิพัฒน์ ตำแหน่ง Sector Specialist in Deep Technology จาก Corporate Venture Capital (SCG) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 2) ดร.ธวัชชัย เชื้อเหล่าพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี 3) คุณประพงษ์ มงคลวิทย์ วิศวกรเหมืองแร่ชำนาญการพิเศษ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 4) ดร.ดุษฎี รัตนพระ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เชี่ยวชาญ สทน. และ 5) ดร.ไชยยศ สุนทราภา หัวหน้ากลุ่มอนุญาตทางนิวเคลียร์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)
ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เป็นเวทีระดมความคิดเห็นต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อยอดในการพัฒนา (ร่าง) ข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันเสนอแนะในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากร การกำกับดูแลตามกฎหมาย การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมี รศ.ดร.สมศักดิ์ แดงติ๊บ ผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ (สทน.) ดูแลภาพรวมของการประชุมฯ และ ดร.กนกพร บุญศิริชัย รองผู้อำนวยการ สทน. ได้ให้เกียรติกล่าวปิดการประชุม



ผลจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปปรับปรุงและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาด้านธาตุหายากของประเทศ สนับสนุนความมั่นคงทางทรัพยากร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

